สวัสดียามเช้าของวันใหม่ กับความรู้สึกสดใสในฤดูที่ร้อนๆ ตอนเช้าอันที่จริงนี่ผมว่าการที่เราได้อยู่ในป่าเขา ก็ทำให้ได้รับอากาศที่สดชื่นดีทีเดียว ก็แอบดีใจนิดๆ สำหรับคนที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวตามป่าเขานะครับ ส่วนท่านที่ยังไม่ค่อยได้ไปก็เร็วๆ คงได้มีโอกาสกันนะครับ
วันนี้ผมก็มีเรื่องราวที่จะมาเล่าสู่กันฟัง เกี่ยวกับการสร้างรายได้ของหลายๆ ท่านซึ่งบางท่านก็ประสบความสำเร็จไปแล้ว แต่บางท่านก็ยัง วังน้ำวน อยู่ยังไงก็ลองตั้งสติให้ดีดี แล้วมานั่งทำงานอย่างจริงจัง แบบมีคุณภาพกันสักนิดก็ดีนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาเปล่าๆ ไป จากที่ผมได้ทดสอบและทำการสำรวจเกี่ยวกับการสร้างรายได้ของ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆ ท่านที่ทำเงินเข้ากระเป๋าได้กับที่ทำเงินเข้ากระเป๋าไม่ได้นั้น มีอยู่สองสามอย่างที่ผมพบความแตกต่างกันนะครับ ซึ่งผมจะขอเล่าทีละอย่างก็แล้วกันจะได้ไม่ทำให้สับสนนะครับเอาเป็นว่าเริ่มจากกลุ่มแรกกันเลยครับ
กลุ่มที่ยังไม่สามารถทำเงินได้โดยอาศัยโพสด้วยมือ (แต่ทำมานานมาก)
ต้องยอมรับว่ากลุ่มนี้อึดเหลือกินจริงๆ ครับ (ผมขอเป็นกำลังใจให้เต็มที่เลยครับ) แต่ทำไมจึงยังไม่สามารถทำเงินได้ หรือยังขายของไม่ได้ หรือได้แต่น้อยมาก จากการวิเคราะห์ของผมก็คือว่า อาจเดินผิดเส้นทางหรือไม่ก็ทำงานไม่มีคุณภาพ (อันนี้เรื่องจริงนะครับ ถ้าไม่ถูกใจใครก็ขออภัย) เช่นการโพสข้อมูลสินค้าต่างๆ นั้นมีการโพสแบบไม่ค่อยได้อ่าน หรือไม่ค่อยได้สนใจมากนัก มีเพียงอย่างเดียวคือโพสๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ ดีมากๆ เลยครับเพราะคนกลุ่มนี้มีข้อมูลเป็นกองภูเขาเลยหละ แต่ขาดการพัฒนาข้อมูลที่มีอยู่นั้นให้เกิดมูลค่า เช่นขาดการวิเคราะห์ เอาใจใส่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้ดู State Stat ที่มีอยู่ ไม่รู้ว่าอันดับเราติดอันไหน ไม่รู้ว่าึคีย์เวิร์ดอะไรติดอันดับ และอีกสารพัด ที่ผมเองก็บรรยายไม่หมดนะครับ
วิธีแก้สำหรับคนกลุ่มนี้ก็คือ
หยุดโพสสักพัก แล้วมานั่งวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ แล้วเริ่มพัฒนาข้อมูล เช่นอาจมีการปรับปรุงเนื้อหาที่มีอยู่สักเล็กน้อยเพื่อให้สามารถทำอันดับได้ หรืออาจมีการ Optimization Content Content Optimization สักนิดเพื่อให้อันดับนั้นๆ ดีขึ้นโดยดูจากเนื้อหาเดิมแล้วเริ่มปรับปรุงเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น อาจใช้เวลาในช่วงนี้สักระยะ แล้วก็นำเอา Product Link มาติดในเนื้อหาด้วยก็จะเป็นการดี เพราะจากที่สังเกตุบางท่านใช้วิธีการลิงค์ไปเพียงอย่างเดียว เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจะเล่าให้ทราบกันในตอนท้ายนะครับ เมื่อทำอย่างนี้แล้วน่าจะเริ่มมีปริมาณการค้นหาจาก Search Engine เข้ามามากขึ้น และตรงหลักการมากขึ้น สินค้าที่เราทำเอาไว้เยอะๆ นี้ก็จะเริ่มทำเงินเข้ามาครับ อ่ออีกนิดนะครับ อย่าลืมปรับปรุงธีมของบล็อกเราให้ดูดี เรียบๆ ให้เป็นที่หน้าเชื่อถือด้วยนะครับรับรองว่ายอดขายจะเริ่มวิ่งเลยทีเดียวครับ
กลุ่มที่อาศัยเครื่องมือสนับสนุน (โพสเยอะ)
ต้องยอมรับครับว่า กลุ่มนี้ทำงานได้อย่างเต็มพิกัด แต่ไร้วี่แววของยอดขาย บางท่านทำมาแล้วเป็นหมื่นๆ หน้าเพจ แต่ขายได้นิดๆ หน่อยๆ หรือบางท่านขายอะไรไม่เคยได้เลย สำหรับเรื่องนี้ผมเองอาจไม่ขอแสดงความคิดเห็นมากนักเนื่องจากว่า เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้มักมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แต่จากที่ผมสังเกตุแล้วละก้อ ข้อเสียจะเยอะกว่าข้อดีอย่างแน่นอนครับ
วิธีแก้นะครับ
ให้เปลี่ยนจากการใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาโพสด้วยมือตัวเองครับ เพราะจะสามารถ Content Optimization ได้ในอนาคต และยังสามารถปรับรูปแบบเนื้อหาได้ตามการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ที่สำคัญจะทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น และอาจทำเงินได้มากในเวลาอันสั้นเนื่องจากมีเนื้อหาเดิมเยอะ แต่ก็ต้องใช้เวลาใ้นการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาพอสมควรเลยทีเดียว ลองปรับดูแล้วจะรู้ข้อแตกต่างที่ชัดเจนครับ
กลุ่มที่ทำเงินได้และเริ่มเข้าสู่ความสำเร็จ
ต้องขอแสดงความยินดีกับคนกลุ่มนี้เป็นอย่างมากครับ ทุกอย่างที่คุณได้ทำไปนั้นตอนนี้ได้ตอบสนองคุณแล้วครับ คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะโพสด้วยมือ และทำงานด้วยตนเองทั้งสิ้น บางท่านตอนแรกๆ ก็บอกว่าขายอะไรไม่ได้เลยแต่พอทำนานๆ ไปสักระยะก็เริ่มมียอดขายเข้ามาและสามารถขายของได้เรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ส่วนบางท่านนั้นก็ทำเงินได้เดือนละหลายหมื่นบาทเลยทีเดียว
สิ่งที่ต้องปรับปรุงสำหรับคนกลุ่มนี้ก็คือ
ต้องทำการพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น และสร้างแบรนด์ของตนเองให้มากขึ้น โดยอาจปรับปรุงหน้าตาของบล็อก หรือเปลี่ยนธีมที่สามารถดูแล้วให้ความรู้สึกดี รวมไปถึงทำตรา โลโก้ของบล็อกให้คนจดจำก็ยิ่งดีเข้าไปอีก จากการสำรวจของผมพบว่าบล็อกที่สามารถทำอย่างนี้ได้ จะมีช่วงเวลาที่เรียกว่า ลูกค้าค้นหาสินค้าโดยอาศัยชื่อบล็อกของเราเป็นคีย์ และเข้ามาซื้อ จะมีการส่งต่อที่อยู่ของบล็อกเราโดยลูกค้าเอง และทำให้เกิดการซื้อสินค้าที่ราคาสูงขึ้นผ่านบล็อกของเราครับ เช่นจากเดิมอาจขายไ้ด้แต่สินค้าราคา $10-$100 ต่อชิ้นเท่านั้น ก็จะเริ่มขายสินค้าที่มีราคาตั้งแต่ $300-$10,000 ได้เพราะลูกค้าเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งกรณีนี้ผมเองก็ทำได้มาแล้วนะครับ
เอาละมาปิดท้ายรายการเกี่ยวกับลิงค์กันสักนิด
จากผลการวิจัยทางการตลาดของผมนะครับ พบว่าการที่เราโพสสินค้าเพื่อแนะนำผ่านบล็อกการตลาดของเรานั้น การสร้างลิงค์มีผลต่อการซื้อขายเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้เพราะนั่นคือทางออกของการซื้อขายที่เราได้วางเอาไว้ จากที่ผมได้สังเกตุยอดขายและได้ทดสอบในหลากหลายวิธีนั้นผลปรากฏว่า
การทำลิงค์แบบ Text Link
จะทำให้เกิดการซื้อขายอยู่ที่ 10% หรืออาจน้อยกว่านี้ เพราะลูกค้ามักจะไม่ค่อยคลิกที่ลิงค์ดังกล่าวมากนัก แต่ข้อดีของการทำลิงค์แบบนี้ก็คือ สามารถกระจายสู่ Social Bookmak Social bookmarking ได้ซึ่งบางแห่งอาจช่วยในการสร้างรายได้ให้กับเราได้เช่นกัน แต่ก็มีอัตราส่วนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงาน แต่ถ้าเรามองในแง่มุมของการตลาด นั่นก็เพิ่มยอดขายให้เราได้เช่นกันครับควรจะทำเอาไว้ในทุกๆ โพสอย่างเหมาะสม
การทำลิงค์แบบ Products Link
จากสถิติของผมนั้นสามารถช่วยขายสินค้าให้กับเราได้มากถึง 83.9% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ Text Link แล้วคนละเรื่องกันเลย แต่ก็มีความยุ่งยากในการสร้าง พอสมควรและทำให้เสียเวลามากขึ้นตอนเราสร้าง ถ้าถามผมแล้วละก็ผมแนะนำว่าต้องทำครับเพราะว่าแบบนี้สามารถทำเงินให้กับเราได้จริงๆ ส่วนข้อเสียนั้นก็มีอยู่ก็คือว่า ไม่สามารถส่งไปตามแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เป็นเน็ตเวิร์คในปัจจุบันได้ เพราะว่าโค๊ดจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ ซึ่งวิธีแก้ก็คือเราก็ทำทั้ง Text Link และ Product Link รวมกันในโพสเดียว
จากการวิเคราะห์ของผมเกี่ยวกับทั้งสองกรณีนี้นั้นพบว่า Text Link อาจทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกลังเลใจที่จะคลิกเข้าสู่หน้าขายสินค้าของเรา โดยกลัวปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในปลายทางเช่น อาจไปโผล่ที่หน้าเว็บที่มีไวรัส หรืออาจติดพวกสปายแวร์ต่างๆ ได้ ส่วนตัว Product Link นั้นที่ได้รับยอดขายมากกว่าน่าจะมาจากว่าผู้ซื้อ หรือลูกค้ารู้ว่าปลายทางนั้นคือเว็บอะไร และทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง จึงทำให้เราสามารถขายสินค้าได้มากกว่า และยังมีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าที่ราคาแพงขึ้นอีกด้วยครับ
และนี่ก็คือเรื่องเล่าที่ผมอยากให้หลายๆ ท่านลองนำไปปรับปรุงแก้ไข และลองนำไปใช้เพื่อเป็นการพัฒนาการทำงานของแต่ละท่าน ส่วนในเรื่องของการปรับปรุงเนื้อหานั้น ผมเองคงจะไม่สามารถไปบอกได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน หรือต้องทำแบบไหนอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของท่านละครับว่าอันไหนน่าจะเหมาะสมกว่ากัน โดยการทดสอบและศึกษาได้ด้วยตนเองครับ เพราะแต่ละคนที่ทำงานมานั้นไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้โดยทำเหมือนกันครับ แต่สามารถประสบความสำเร็จได้จากการอาศัยแนวทางเดียวกันเท่านั้น แล้วพบกันใหม่ในโพสหน้าครับ
หลังจากที่ได้ศึกษาการทำ Seo มาซักระยะ พบว่า “เนื้อหา” มีผลต่อการติด Search Engine เป็นอย่างมากในการทำ Seo มากกว่าการทำ Black link มาก ผลจากการทำ Seo โดยไม่ใช้ Black link เลยซักนิดเดียว ก็สามารถขึ้นไปยืนอยู่ที่ 1 ของผลการค้นหาได้แบบสบายๆ ซึ่งผมคิดว่าหลักสำคัญในการทำ Seo อยู่ที่ “เนื้อหา” แต่จะทำยังไงให้เนื้อหาติด Search engine ได้ละ? การเขียนเนื้อหาให้ติดอันดับนั้น ต้องใช้เวลาในการคิดเนื้อหาจาก Keyword พอสมควร ซึ่งผมก็มีเทคนิคดีๆ มาฝาก เกียวกับการสร้าง “เนื้อหา” ให้ถูกใจ Google มาฝากสำหรับเพื่อนๆ ที่มองข้ามจุดนี้ไปครับ
1. ใช้ Keyword ตามความนิยมของ Keyword คืออะไร?
ในการสร้างเนื้อหา ปัจจัยหนึ่งที่ google จับตามองมากๆ ก็คือ เนื้อหาใหม่ที่ไม่ใช่ไป copy เนื้อหาเก่าๆ
จำ้ไว้ว่า Google จะไม่เหลียวมองในข้อมูลที่ Google มีแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือ การสร้างเนื้อหาใหม่
2. การใช้ Keyword ใส่ลงในเนื้อหา ข้อนี้หลายๆ คนคงรู้แล้ว แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญของ Keyword ให้กระจาย
ในเนื้อหาพอสมควร ไม่มากเกินไป เพราะ Google คงไม่สนใจแต่ Keyword. เนื้อหาต่างๆมีผลต่อ Google มากไม่
น้อยไปกว่า Keyword เลย
3. การสร้างเนื้อหา ตามความนิยมของ Keyword เช่น Keyword นี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไรที่สำคัญอยู่บ้าง website
ที่ติดอันดับต่างๆ นั้น มีเนื้อหาอะไรติดตา Google ซึ่งก็คือการเขียนเรื่องราวที่กำลัง Hot อยู่นั้นเอง หรือคิดง่ายๆ ก็คือ
ถ้าเราเป็นคน Search Keyword คำนี้ เราต้องการจะรู้อะไรใหม่ๆ ในตอนนี้
4. ไม่เขียนเรื่องสเป็ะสปะ(เขียนผิดหรือปล่าวไม่แน่ใจ) ก็คือการเขียนเนื้อหาให้สัมพันธ์กันภายใน website โดยใช้
Keyword ทีมีผลการค้นหาสูงๆ หรือกำลัง Hit มาสร้างเนื้อหาใหม่นั้นเอง ซึ่งจะทำให้ Google คิดว่า website เรา
กำลังสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ตาม Trands ที่กำลังนิยมอยู่ แล้ว Google ก็จะตามง้อเรานั้นเอง ง่ายๆก็คือนำ Keyword
หลายๆตัวที่มีผลการค้นหาสูง มาแยกสร้างเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ใน website ของเรา ให้รู้ว่า web เราพูดถึงอะไร
5. การส่งบทความสู่ website อื่นๆ เช่น Zickr! DigZa หรือ website ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ Keyword เท่านั้น
ยกตัวอย่าง ถ้าเขียนบทความเกี่ยวกับ บ้านน่าอยู่ คุณไปโปรโมทบทความที่ website เกี่ยวกับ อาหาร ก็จะถูก
Google มองว่ามันเกี่ยวอะไรกัน ข้อมูลเกี่ยวกับบ้าน ไปอยู่ใน web อาหารทำไม อย่าคิดว่า Google ไม่รู้นะครับ
มันส่งผลเสียต่อเนื้อหาของคุณมาก อย่าหวัง Traffic จนลืม เนื้อหา
6. ข้อนี้อาจจะดูแปลกๆ แต่ยืนยันนอนยันว่า จริง! ก็คือการเขียนเนื้อหาในภาษาของ Google ครับ… งงไหม?
ภาษาของ Google คืออะไร ?… สังเกตุดูเวลาเข้าไปใน Google Help หรือปล่าวครับ ภาษาที่ Google สื่อถึงเรา
อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ ไหม นั้นแหละคือภาษาของ Google.. Google ใช้การตีความภาษาของ Google เองในการ
สร้างพี่ทึ่มขึ้นมาใช้ในการประมวลผล ว่าเนื้อหาเราเขียนยังไง Google เข้าใจว่าอะไร หลายๆคนก็คงมองข้ามจุดนี้ไป
แล้วจะเขียนยังไงละ ? สังเกตุดู Google จะใช้ภาษาฟังแล้วเป็นวิชาการ มาอธิบายให้เข้าใจ และตรงประเด็น
ไม่เขียนนอกเรื่อง เขียนอะไรจะสื่อความหมายออกมาโดยใช้ประโยคสุภาพ
เช่น “วันนี้ผมมีความคิดดีๆเกียวกับการหลักการทำอาหารมาฝากเพื่อนๆกันครับ”
ภาษา Google จะเขียนว่า “ความคิดเกี่ยวกับหลักการทำอาหาร”
เห็นไหมครับว่า Google จะใช้หลักภาษาที่ชัดเจนในการสื่อความหมาย โดยตัดคำที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาออก แล้วเรียบ
เรียงมาอธิบาย
มีคำถามเรื่องนี้เยอะทีเดียวครับ วันนี้ก็จะมาเล่าให้ฟังว่าทำไม ทำ AdSense ที่ว่ากันว่า
รวยด้วยคลิก เนี่ยทำไมใน AdSense Account ถึงมีการแสดงจำนวนคลิก
แล้วทำไม เจ้าของโฆษณา AdSense ทำไมจึังไม่มียอดรายได้แสดง
ขอแยกเป็นสองส่วนนะครับ ดังต่อไปนี้
1. Allow Site : ข้อนี้เคยรู้จักกันมั้ยครับ ส่วนนี้จะอยู่ใน AdSense Account ของเพื่อนๆ ครับ
เนื่อง จากก่อนหน้านี้ปัญหาเรื่องการแกล้งคลิกที่ทำให้ AdSense Account ถูกปิด
เนื่องจากมีการคลิกที่โฆษณาเราแบบย้ำๆ ซ้ำๆจนทาง Google คิดว่าเราต้องการเงินรายได้จาก AdSense เยอะๆ ก็เลยปิดบัญชีเราซะ
…อืม..Google เขาฉลาดเน๊าะครับ..แก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ดีเหลือเกินครับ (ประชดนะเนี่ย)
คือเราทำ AdSense แบบดีงาม ถูกกฏทุกอย่างแล้วอยู่ดีๆ ก็มีอีเมล์แจ้งว่า
มีคลิกแปลกๆ ที่ Google รับไม่ได้ เพราะทำให้เจ้าของโฆษณา (คนลง AdWords) จะเสียเงินเยอะเกินไป
ดังนั้นเราขอปิดบัญชีคุณ ป๊าาาดดด คิดได้ไงครับท่าน
นั่นคือที่มาของฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Allow Site ครับผม เป็นการช่วยรักษาสิทธิ์ในการคงอยู่ของ AdSense Account ของเราครับ
วิธีใช้ ก็เพียงแค่ให้เจ้าของ AdSense เอารายชื่อเว็บที่เป็นเจ้าของอยู่ มาใส่ไว้ครับ
เพื่อบอกทาง AdSense Team ว่าตราบใดที่ Code AdSense ของเรา
ไปปรากฏบนเว็บไซต์เหล่านี้ ขอให้ทาง AdSense Team รู้ไว้
ว่านั่นคือการนำไปติดตั้งอย่างถูกต้อง
ไม่ใช่ว่ามีคนเอา Code ของเราไปปู้ยี่ปู้ยำ
แต่ถ้าหาก Code เราไปปรากฏอยู่บนเว็บไซต์อื่นนอกจากนี้
แล้วมีการคลิกย้ำ กระหน่ำ กระจาย ก็ขอให้ทาง AdSense Team
ไม่ต้องไปใส่ใจการคลิก ที่ได้รับจากเว็บไซต์นั้นนะครับ
(จะมีการเก็บคลิกมา แต่ว่า ไม่คิดเป็นเงินให้นั่นเองครับ) ก็คือ
เราไม่ได้เป็นคนทำร้ายคนลงโฆษณา AdWords แต่อย่างไรครับ
แต่ว่า ดันมีคนไม่เข้าใจครับ ไปคิดว่า Allow Site คือเว็บไซต์ที่เจ้าของ AdSense
อยากได้โฆษณาจากเว็บไซต์นั้นๆ มาแสดงผล
จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ เพราะอยากย้ำกันให้เข้าใจชัด ๆ ว่า
การทำ AdSense ไม่สามารถระบุโฆษณาอย่างที่ต้องการได้ผ่าน Account ของเรา
แต่การเลือกโฆษณาจะต้องเกิดจากตัว เนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของเราเท่านั้นครับ
2. Invalid Click : การคลิกที่ไม่ได้รับเงิน ส่วนนี้ก็คือ ทาง AdSense Team
เขาจะมีการตรวจสอบการคลิกบน AdSense อยู่แล้ว จากทั้งระบบ และ การใช้คนตรวจย้ำจากระบบอีกที
ดังนั้น คลิกไหนที่ดูแล้วไม่เป็นธรรมชาติ คือดูแล้วเหมือนจงใจจะทำให้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้นต่อคนทำโฆษณา AdWords
ก็จะถูกตัดคลิกนั้นออกจากการคิดเงินให้กับ AdSense ของเราครับ
ซึ่งยอดสรุปการคลิกที่เป็นยอดท้ายสุด จริงๆ ของเราจะแสดงตอนที่เขาจ่ายเงินให้เราครับ
แต่ว่าจริง ๆ การทำ AdSense มีสิ่งที่ต้องตรวจสอบก็คือเรื่อง CTR น่ะครับว่า CTR จากเว็บไหนที่สูงๆ
เราก็ควรไปดูว่าเพราะอะไร เราวางไว้ตรงไหน ใช้สีอะไร และ ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องครับ
แล้วเราก็เอาบรรยากาศโดยรวมที่แวดล้อม AdSense อันที่ CTR สูงๆ มาใช้กับ AdSense ในหน้าเว็บไซต์อื่นๆ ของเราครับ
อ้างอิงจาก the Google Ad Traffic Quality Team
ในการทำ Search Engine Optimization (SEO) นั้นเรามักได้ยินศัพท์แสงต่างๆ ที่แปลกๆ สำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ไม่เคยทำงานผ่านระบบออนไลน์ก็มักจะมึนงง กันพอสมควรเนื่องจากคำเรียก หรือชื่อกิจกรรมต่างๆ ทางด้าน SEO นั้นค่อนข้างหลากหลายและมีความซับซ้อนพอสมควร เลยทำให้ผู้ที่ยังไม่เคยเรียนรู้หรือได้เรียนรู้นั้น เกิดความรู้สึกสงสัยกันได้และก็ยังไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วสิ่งนั้นหรือกิจกรรมนั้นคืออะไรกันแน่
ห่างหายการอัพเดทเนื้อหาไปหลายวัน เพราะวุ่นๆ กับงานใหม่และงานเก่าๆ ที่ต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาและข้อมูลมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ก็เลยทำให้ผมไม่ค่อยได้มีเวลามาอัพเดทเนื้อหากันมากนัก แต่ก็คงต้องจัดตารางในเรื่องของข้อมูลที่จะนำเสนอพอสมควรครับ เพราะว่าเร็วๆ นี้จะต้องดูแลในส่วนของ Me2Learn อีกแห่งซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้หลังจากจัดรูปแบบและข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
สำหรับเนื้อหาในวันนี้นั้นสืบเนื่องมาจากคำถามที่เพื่อนสมาชิกถามผมในวันมิตติ้งที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องของการสร้างลิงค์ ในรูปแบบของ Nofollow เพื่อช่วยในการควบคุมอัตราส่วนของการส่งลิงค์ออกภายในบล็อกของเรา และเพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้นผมก็จะขอนำเสนอความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างลิงค์แบบ Nofollow ให้ได้ทราบกันครับ
ลิงค์แบบ Nofollow นั้นเป็นลิงค์ที่ไม่ได้แตกต่างจากลิงค์ปกติทั่วไปนัก เพียงแต่มีการกำหนดเงื่อนไขในการทำลิงค์เพื่อควบคุมปริมาณลิงค์ที่ออกไปจากหน้าเพจ หรือหน้าบล็อกของเรา เฉพาะในทางปฏิบัตินั้นเราสร้างเพื่อลดปัญหาการทำลิงค์ออกเท่านั้น แต่คุณจะเชื่อหรือไม่ว่า Nofollow เป็นลิงค์ที่ทำให้เหล่าแมงมุมของ Search Engine สนใจเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากว่าการที่เรากำหนด Nofollow link ให้กับลิงค์ต่างๆ นั้นย่อมสร้างความสงสัยให้กับแมงมุมพอสมควร (คือนิสัยอยากรู้ว่าทำไมต้องห้ามเข้าไปเก็บ) เหมือนๆกับที่เราสงสัยนั่นเองครับ
Nofollow หมายความว่า “ห้ามเข้าไปบันทึกข้อมูล หรือเก็บข้อมูลในลิงค์ปลายทางนี้” ในหลักการแล้วคือบอกว่าปลายทางนี้ไม่ได้สำคัญอะไร ไม่ต้องสนใจหรอก ไม่ต้องไปเก็บน๊ะ ซึ่งเราใช้ในการบอกให้ Spider หรือ Robot ของ Search Engine เข้าใจแต่จะเชื่อหรือไม่ว่า อะไรก็ห้ามไม่ได้หรอกครับ เพราะเจ้าแมงมุมที่เก็บข้อมูลยิ่งสงสัยมากยิ่งขึ้น และก็ยังวิ่งไปตามลิงค์ดังกล่าวอยู่ดี และทำการ Index ลิงค์ปลายทางนี้อีกด้วย ถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าหลายท่านก็สงสัยอีกว่า “แล้วจะทำไปทำแมวอะไรกันหละงั้น” เพราะถึงทำก็ยังวิ่งไปเก็บอยู่ดี
ในความเป็นจริงแล้วการไต่ไปตามลิงค์ ของแมงมุมหรือ spider นั้นเป็นเรื่องปกติ ของการทำงานของระบบ ซึ่งจะตามลิงค์ไปเพื่อดูว่าลิงค์ปลายทางนั้นคืออะไร มีเนื้อหาเป็นอย่างไร และทำการ Index ลิงค์ปลายทางดังกล่าว แต่่ว่าแมงมุม หรือ robot จะไม่นำเอาค่าของการทำลิงค์นี้มาคิดให้กับหน้าเพจนั้นๆ เพื่อจัดอันดับหรือเพิ่ม Ranking ให้กับหน้าเพจนั้นๆ แต่อย่างใด ฉนั้นการสร้างลิงค์แบบ Nofollow จึงไม่มีผลต่อการทำ SEO แต่อย่างใดแต่ให้ผลในเรื่องของการสร้างลิงค์เพื่อควบคุมลิงค์ออก ที่ถูกสร้างลิงค์ภายในเพจของเราเท่านั้นเอง (ไม่ได้ให้เครดิตลิงค์ปลายทางนะจ๊ะ)
ส่วนการสร้างนั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ รูปแบบลิงค์ก็จะเป็นดังนี้ครับ <a rel=”nofollow” href=”http://www.youtubethailand.net”>ขุมทรัพย์บนโลกออนไลน์</a> แค่นี้เองครับ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทำลิงค์แบบที่ไม่ต้องให้เครดิตหน้าเพจปลายทางแล้วละครับ เพื่อลดปริมาณการทำลิงค์ออกไปยังด้านนอกของเว็บเรานั่นเอง
เอาหละครับคิดว่าคงพอเข้าใจกันบ้างแล้วนะครับสำหรับ Nofollow Link ที่ทำให้หลายๆ ท่านสงสัยกันมานานแสนนาน ตอนนี้คงพอนึกถึงประโยชน์ของ Nofollow ได้แล้วนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความด้าน SEO ในครั้งหน้าครับขอให้ทุกท่านพบแต่ความสำเร็จตลอดไปครับ
เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์
สงกรานต์เป็นอีกหนึ่งประเพณีไทย ที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีหรือรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผมเองก็อีกคนหนึ่งที่ชอบเทศกาลนี้ เหตุผลก็เพราะว่าอากาศร้อนและเราได้เล่นน้ำนั่นเอง อีกประการหนึ่งก็คือเป็นช่วงเวลาที่ ทุกคนในครอบครัวได้มีโอกาสเจอหน้ากันอย่างพร้อมหน้า เพราะปกติแล้วต่างคนก็ทำงานในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีโอกาสได้พบเจอกันเลยตลอดทั้งปีนั่นเอง
สงกรานต์ ถือว่าเป็นกิจกรรมของประเทศไทย ที่ถือเป็นประเพณี โดยทำกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและก็ยังเป็น ปีใหม่ไทยอีกด้วย หลายท่านอาจสงสัยหรือ ต้องการรู้ว่าสงกรานต์นั้น มีความหมายอย่างไร แล้วทำไมจึงต้องเป็นวันที่ 13 เมษายน ด้วยวันนี้ผมมีข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นความรู้เอาไว้เล่าให้ลูกหลานของเราฟังได้ครับ
สงกรานต์ และ ความหมายของสงกรานต์
คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า “ก้าวขึ้น” หรือ “ผ่าน” หรือ “เคลื่อนย้าย” หมายถึงการเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์ จากราศีหนึ่งเข้าไปสู่อีกราศีหนึ่ง เช่น เคลื่อนจากราศีพฤษภไปสู่ราศีเมถุน อันเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นทุกเดือน เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “สงกรานต์เดือน” ยกเว้นว่าเมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษเมื่อใดก็ตามเราก็จะเรีืยกอีกชื่อเป็นพิเศษว่า “มหาสงกรานต์” อันหมายถึงการก้าวขึ้นครั้งใหญ่ซึ่งนับเป็นครั้งสำคัญ เพราะถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามคติพราหมณ์ โดยเป็นการนับทางสุริยคติ ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ซึ่งแต่ละวันจะมีชื่อเรียกเฉพาะดังนี้
วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” หมายถึงวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอีกครั้ง หลังจากผ่านเข้าสู่ราศีอื่นๆ จนครบ 12 เดือน
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “วันเนา” แปลว่า วันอยู่ หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอันเป็นราศีตั้งต้นปี เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว
วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “วันเถลิงศก” ถือเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การกำหนดให้ในวันนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าดวงอาทิตย์โคจรจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษแล้วอย่างน้อย 1 องศา
จะเห็นว่าทั้งสามวันนี้ ถ้าหากดูตามประกาศสงกรานต์ และการคำนวณตามหลักโหราศาสตร์จริงๆ ก็จะมีการคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันบ้าง เช่น วันมหาสงกรานต์ อาจจะเป็นวันที่ 14 เมษายน แทนที่จะเป็นวันที่ 13 เมษายน แต่ก็เพื่อให้จดจำได้ง่าย จึงกำหนดเรียกตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นครับ
สงกรานต์ปีนี้ก็ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ คิดสิ่งใดให้สมหวังดังปรารถนานะครับ แล้วก็อย่าลืมทำบุญเยอะๆ จะได้ทำให้เราทำมาหากินได้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นครับ.
เรื่องราวแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้วนะครับ หมดเงินกันไปก็หลายแสนบาท ผมมีวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลเรามาดูกัน…
วิธีป้องกันการจับลิขสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้อง
เดี่ยวนี้การมาจับลิขสิทธิ์เกม มีน้อยมากที่เจ้าของลิขสิทธิ์ จะมาจับเพราะเขาเองก็ไม่ยากเสียงลูกค้าและมันจะมีผลลบต่อเขาเองด้วย ส่วนใหญ่จะใช้การประณีประนอมมากกว่าคือส่งคนมาเจรจาก่อน มาอธิบายให้เราฟังว่าเราทำผิดนะ เราควรจะทำแบบนี่แบบนั้นเรียกง่ายๆว่ามาเตือนก่อน ถ้าเราไม่เชื่อนั้นละเขาถึงจะมาจับ ยกตัวอย่างเช่น บ. เอเซียซอฟ เจ้าของเกมส์ดังๆหลายเกมส์ ก็ทำแบบนี่ มาเตือนก่อนแล้วรอดูท่าที แล้วถึงจะมาจับและเดี่ยวนี่เขาไม่ค่อยมาจับแต่จะมีการเอา พวก ไอพีโบนัทมาใช้แทน ถ้าร้านไหนไม่มีไอพีโบนัท เวลาเล่นเกมส์ของเขาก็จะเสียเปรียบ ร้านที่มีไอพีโบนัท ทำแบบนี่ยังดูดีกว่าและร้านเกมส์ไม่เสียความลูกรู้สึกเท่าไรด้วยครับ มาดูวิธีการหลอกแดกของพวกมันนะครับ
1. มันจะมาเลือกช่วงเวลา เช่น วันเสาร์หรืออาทิตย์วันที่เด็กมาร้านเราเยอะๆนั้นละครับและจะมาช่วงเวลากลางคืน 2 ทุ่มหรือไม่ก็หลังบ่าย 4 ไปแล้วอะไรแบบนี่ เพราะอะไรนะเหรอครับ ก็เพราะวันและเวลาเหล่านี่ เป็นช่วงที่ร้านเรากำลังยุ่งๆๆไงครับ และเป็นช่วงที่หน่วงงานต่างๆปิดทำการ และไม่สามารถตรวจสอบอะไรพวกมันได้ไงครับ
2. มันจะส่งเด็กในสังกัดของพวกมันเข้ามาเล่นที่ร้านเรา และทำการเลือกเเผ่นเกมส์ที่มันจะมาจับ หรือ มาแอบดาวโหลดเกมส์ หรือเพลง ลงเครื่องคอมของเราเด็กเวรพวกนี่จะได้รับการอบรบหลักสูตรการเลือกแผ่นเกมส์ และการดาวโหลดข้อมูลเกมส์หรือเพลงต่างๆ มาเป็นอย่างดี ฉนั้นถ้าเราไปให้มันเลือกเเผ่นเกมส์เล่นเอง หรือ เปิดโอกาศให้มันได้ดาวโหลดละก็ เสร็จมันแน่
3. อีกประมาณ 10 นาที ไอ้พวกหลอกแดก+ตำรวจ ที่มันพามาจะเข้ามาร้านคุณ และมันจะเริ่มแผนการในทันที โดยมีการแบ่งหน้าที่กันมาอย่างลงตัว กองหน้าจะเข้ามาหาคุณพร้อมกับบอกว่าคุณมีแผ่นเกมส์หรือเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ คุณถูกจับแล้วไปโรงพักกับเราเลยครับส่วนกองกลาง จะรีบถ่ายรูปเกมส์ที่เด็กของมันเล่นหรือเพลงที่เด็กมันกำลังฟังอยู่ และหลังจากนั้นมันจะเชิญคุณไปตรวจสอบเกมส์ มันจะหลอกให้คุณเปิดเกมส์ให้มันดูละถ่ายรูปคุณในขณะที่คุณกำลังเปิดเกมส์ อย่าๆๆๆๆๆๆๆ อย่าไปหลงกลมันอย่าไปเปิดเกมส์และอย่าไปให้มันถ่ายรูปคุณขณะเปิดเกมส์ เพราะนั้นจะเป็นหลักฐารว่าคุณ เปิดเกมส์ละเมิกลิขสิทธิ์เท่ากับว่าพวกมันจะมีหลักฐานมัดตัวคุณแล้ว มันไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้คุณเปิดเกมส์แม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วยก็ตาม อย่าไปหลงกลของมันเด็ดขาด
4. ถ้าคุณพลาดถูกพวกมันถ่ายรูปแล้ว กองหลังจะดำเนินการยึดเครื่องเกมส์และแผ่นเกมส์ที่นี่มันจะรื้อมันจะค้นทุกซอกทุกมุม เพื่อหาเกมส์หรือเพลงหรือหนังที่มันต้องการ อย่าๆๆๆๆอย่าไปยอมมันเด็ดขาด เพราะมันไม่มีหมายข้น ถ้าคุณยอมให้มันตรวจข้นและถ้ามันหาแผ่นเกมส์หรือเพลงหรือหนังเจอ จะยิ่งเป็นการเพิ่มหลักฐานพูดมัดตัวคุณเข้าไปอีก คุณต้องขอดูหมายค้นจากพวกมันก่อนถ้าไม่มีอย่าไปยอมถึงจะมากับตำรวจก็ค้นไม่ได้ไม่มีสิทธิ์
5. แล้วหลังจากนั้นมันจะเอาเครื่องเกมส์และตัวคุณไปโรงพัก และเอาคำยินยอมรับสารภาพมาให้คุณเซ็น เพราะทั้งอธิบายสิทธิ์ต่างๆของคุณว่า จะรับหรือไม่รับก็ได้ จะโทรหาใครก็ได้จะบอกให้ใครทราบก็ได้ หรือจะเรียกทนายก็ยังได้อีกด้วย คุณต้องตั้งสติรวบรวมความกล้าและตะโกนดังๆออกไปเลยว่า กุๆม่รับทุกข้อกล่าวหากุขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น และกุขอโทรศัพท์หาทนายความหรือคนมาประกันตัวกุ และขอดูเอกสารทุกอย่างที่พวกมันเตียมมาและถ่ายเอกสารเก็บไว้ทุกแผ่น เพราะนั้นจะเป้นหลักฐานฟ้องกับได้เป็นอย่างดีว่า พวกมันไม่มีอำนาจมาจับเราแม้เราจะมีแผ่นเกมส์ละเมิดลิขสิทธิ์ก็จริง เจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริงหรือตัวแทนที่ได้รับการมอบอำนาจอย่างถูกกฏหมายเท่านั้น ถึงจะจับเราได้
6. แต่ถ้าคุณตกหลุมกับดักมันอีกโดยไปเซ็นยินยอมรับการกระทำผิด ที่นี่มันจะเริ่มเปิดการเจรจากับคุณ มันจะบอกว่าผมไม่ฟ้องศาลก็ได้ แต่คุณต้องเสียค่าปรับ 40000 บาทหรือเท่าไรก็ไม่รู้แล้วแต่มันจะบอก แต่ส่วนใหญ่มันจะพูดมากๆเอาไว้ก่อนเพื่อให้เราใจเสียและมันจะพยามเปิดโอกาศให้เราต่อรอง จนเราตกลงจะจ่ายเงินมัน
7. หลังจากนั้นขั้นตอนสุดท้าย มันจะพาเราไปพบตำรวจไปจ่ายเงินหน้าตำรวจ เพื่อให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น และตำรวจก็จะลงบันทึกประจำวัน แล้วก็ให้คุณเซ็นชื่อ คุณต้องอ่านข้อความที่ตำรวจเขียนให้ดึๆๆๆๆๆ และต้องมีข้อความเหล่านี่ในนั้นด้วยเช่น
1.ชื่อร้านคุณ
2.ชื่อคุณกับพวกมันทั้งหมด ต้องเป็นชื่อจริงนามสกุลจริงด้วยนะครับ ขอดูบัตรมันเลยนะ เพราะนี่เป็นโอกาศเดียวที่คุณจะมีหลักฐานฟ้องกลับ
3.ชื่อตำรวจที่ไปจับคุณ+คนที่สั่งให้ไปจับคุณด้วย
4.เวลาการไปจับ
5.ชื่อบริษัทพวกมันที่จ้างพวกมันมาจับ
6.ชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ที่พวกมันแอบอ้าง
7.และข้อความนี่ด้วยยิ่งดีนะครับ หากสืบทราบภายหลัง ว่าการกระทำทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฏหมาย เราสามารถฟ้องกลับได้ทั้งทางแพ่งและอาญา
8. หลังจากนั้นมันจะปล่อยเรากลับบ้านพร้อมทั้งเครื่องเกมส์ของเรา เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการหลอกแดกของพวกมันมาดูวิธีการป้องกันพวกมันกันบ้างนะครับ
1.สำหรับร้านเพลย์คุณต้องระวังลูกค้าแปลกหน้าให้ดีๆ ลูกค้าหน้าใหม่นั้นละอันตรายอย่าให้มาเลือกแผ่นเกมส์เอง อย่าให้เด็กมองเห็นว่าคุณมีแผ่นเกมส์อะไร
2.สำหรับร้านคอม คุณควรมีโปรแกมป้องกันการดาวโหลดเช่น วินกาดโปร หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันสามารถป้องกันการดาวโหลดได้
3.ห้ามลูกค้าของคุณใช้ไดร์A ไดร์ CD แฟลตไดร์ หรือแผ่นดิส ห้ามดาวโหลดทุกอย่างถ้าเขาไม่ฟังคุณปิดเครื่องไล่ออกจากร้านเลย ไม่เช่นนั้น คุณอาจติดกับพวกมันง่ายๆ
4.ควรทำสมาชิกร้านของคุณ จะได้รู้ข้อมูลขอบลูกค้าคุณเอง ใครแปลกหน้ามาจะได้ระวังตัวง่ายๆ
5.เวลามันมาจับ ต้องมีการแจ้งความ ในใบแจ้งความต้องมีชื่อร้านคุณ หรือะไรสักอย่างที่บ่งบอกว่าจะมาจับร้านของคุณ ไม่ใช่ข้อความลอยๆที่บอกว่าได้พบการกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ร้านเกมส์ อะไรแบบนี่ เพราะใบแจ้งความก็จะเป็นหลักฐานฟ้องกลับว่า มันมาแจ้งความเท็จ แต่ถ้ามันไม่ได้ลงชื่อร้านคุณ มันอาจจะบอกง่ายๆว่า ผมขอโทษเข้าผิดร้านอะไรทำนองนี่
6.อย่าให้มันถ่ายรูปคุณในขณะที่คุณเปิดเกมส์หรือเพลง ที่พวกมันจะมาจับ เพราะนั้นจะเป้นการ สร้างหลักฐาน มัดตัวคุณเอง ตำรวจก็สั่งคุณไม่ได้เพราะ เรายังไม่ได้ขึ้นศาล ศาลยังไม่ได้ตัดสิน ว่าเราทำผิด ศาลเท่านั้นที่สั่งเราได้ อย่าไปให้มันหลอกเรา อย่าเซ็นเอกสารอะไรให้พวกมันเด็ดขาด เพราะมันจะยิ่งทำให้เราฟ้องกลับมันได้ยากขึ้น8.ต้องถ่ายเอกสารของพวกมันทุกแผ่น+บัตรประชาชน+บัตรพนักงาน+ทุกอย่างที่มันเอามาให้เราดู
7.ข้อนี้จำเอาไว้ให้ดีนะครับ เป้นข้อเดียวที่จะทำให้พวกมันเถียงเราไม่ขึ้นและต้องติดคุกเลย เราต้องติดต่อกับเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มันแอบอ้าง ว่าเขาจ้างพวกมันมาจริงไหมหรือ แต่ถ้าคุณพยามทำทุกอย่างแล้วไม่สามารถพิสูนจ์ได้ว่า เจ้าของลิขสิทธิ์ จ้างพวกมันมาจริง ก็คงต้องให้ศาลตัดสิน อย่าไปกลัวการขึ้นศาล เพราะ น้อยมากๆๆที่พวกมันจะมาศาลส่วนใหญ่มันจะไม่มา และจะไปถอนฟ้อง มีหลายรายแล้วที่ขึ้นศาล และศาลตัดสินแล้วว่าพวกมันไม่มีอำนาจ และสั่งยกฟ้อง
คุณเคยบ้างหรือเปล่า ใช้คอมพิวเตอร์ อยู่ดีๆ ขึ้นจอฟ้า แล้วเครื่องค้างไปเลย ถ้าโชดดี Restart ก็ใช้งานได้ต่อ แต่ถ้าโชดร้ายเครื่องไม่เข้า Windows เลย หรือ เข้าแล้วค้าง เรามาดูปัญหาที่เกิดกันพร้อมแนวทางการแก้ไข ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าทำเองไม่ได้หรือคุณไม่มีความรู้มากพอ ผมแนะนำให้ ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนทำหรือแก้ไขจะดีกว่าครับ แต่เราจะได้รู้ทันเค้าครับ เวลาเอาไปซ่อมครับ
วิธีดูง่ายๆ ครับว่าขึ้น Code อะไรตามนี้ครับ มองลงไปบรรทัดที่3จากด้านล่างครับ ในรูปคือ *** STOP : 0×00000050 (0xFFFFF……………………………)
หลังคำว่า STOP คือ Code ครับ ในที่นี้คือ 0×00000050 เราก็เอามาเทียบกับการแก้ไข พร้อมสาเหตุได้จากรูปด้านล่างครับ
Code ตามนี้ครับ
1.(stop code 0X000000BE)Attempted Write To Readonly Memory
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากการลง driver หรือ โปรแกรม หรือ service ที่ผิดพลาด เช่น ไฟล์บางไฟล์เสีย ไดร์เวอร์คนละรุ่นกัน ทางแก้ไขให้ uninstall โปรแกรมตัวที่ลงก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ ถ้าเป็นไดร์เวอร์ก็ให้ทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวเก่ามาใช้ หรือ หาไดร์เวอร์ที่ล่าสุดมาลง (กรณีที่มีใหม่กว่า) ถ้าเป็นพวก service ต่างๆที่เราเปิดก่อนเกิดปัญหาก็ให้ทำการปิด หรือ disable ซะ
2.(stop code 0X000000C2) Bad Pool Caller
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
ตัวนี้จะคล้ายกับตัวข้างบน แต่เน้นที่พวก hardware คือเกิดจากอัฟเกรดเครื่องพวก Hardware ต่าง เช่น ram ,harddisk การ์ดต่างๆ ไม่ compatible กับ XP ทางแก้ไขก็ให้เอาอุปกรณ์ที่อัฟเกรดออก ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ให้ลงไดร์เวอร์ หรือ อัฟเดท firmware ของอุปกรณ์นั้นใหม่ และคำเตือนสำหรับการจะอัฟเดท ให้ปิด anti-virus ด้วยนะครับ เดียวมันจะยุ่งเพราะพวกโปรแกรม anti-virus มันจะมองว่าเป็นไวรัส
3.(stop code 0X0000002E) Data Bus Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากการส่งข้อมูลที่เรียกว่า BUS ของฮาร์แวร์เสียหาย ซึ่งได้แก่ ระบบแรม ,Cache L2 ของซีพียู , เมมโมรีของการ์ดจอ, ฮาร์ดดิสก์ทำงานหนักถึงขั้น error (ร้อนเกินไป) และเมนบอร์ดเสีย
4.(stop code 0X000000D1)Driver IRQL Not Less Or Equal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการไดร์เวอร์กับ IRQ(Interrupt Request ) ไม่ตรงกัน การแก้ไขก็เหมือนกับ error ข้อที่ 1
5. (stop code 0X0000009F)Driver Power State Failure
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจาก ระบบการจัดการด้านพลังงานกับไดรเวอร์ หรือ service ขัดแย้งกัน เมื่อคุณให้คอมทำงานแบบ”Hibernate” แนวทางแก้ไข ถ้าวินโดวส์แจ้ง error ไดร์เวอร์หรือ service ตัวไหนก็ให้ uninstall ตัวนั้น หรือจะใช้วิธี Rollback driver หรือ ปิดระบบจัดการพลังงานของวินโดวส์ซะ
6.(stop code 0X000000CE) Driver Unloaded Without Cancelling Pending Operations
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการไดร์เวอร์ปิดตัวเองทั้งๆ ทีวินโดวส์ยังไม่ได้สั่ง การแก้ไขให้ทำเหมือนข้อ 1
7.(stop code 0X000000F2)Hardware Interrupt Storm
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการที่เกิดจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น USB หรือ SCSI controller จัดตำแหน่งกับ IRQ ผิดพลาด สาเหตุจากไดร์เวอร์หรือ Firmware การแก้ไขเหมือนกับข้อ 1
8.(stop code 0X0000007B)Inaccessible Boot Device
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้จะมักเจอตอนบูตวินโดวส์ จะมีข้อความบอกว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลของไฟล์ระบบหรื อ Boot partitions ได้ ให้ตรวจฮาร์ดดิสก์ว่าปกติหรือไม่ สายแพหรือสายไฟที่เข้าฮาร์ดดิสก์หลุดหรือไม่ ถ้าปกติดีก็ให้ตรวจไฟล์ Boot.ini อาจจะเสีย หรือไม่ก็มีการทำงานแบบ Multi OS ให้ตรวจดูว่าที่ไฟล์นี้อาจเขียน Config ของ OS ขัดแย้งกันอีกกรณีหนึ่งที่เกิด error นี้ คือเกิดขณะ upgrade วินโดวส์ สาเหตุจากมีอุปกรณ์บางตัวไม่ Compatible ให้ลองเอาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นหรือคิดว่ามีปัญหาออก เมื่อทำการ upgrade วินโดวส์ เรียบร้อย ค่อยเอาอุปกรณ์ที่มีปัญหาใส่กลับแล้วติดตั้งด้วยไดร์ เวอร์รุ่นล่าสุด
9. (stop code 0X0000007A) Kernel Data Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดมีปัญหากับระบบ virtual memory คือวินโดวส์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนข้อมูลที่ swapfile ได้ สาเหตุอาจเกิดจากฮาร์ดดิสก์เกิด bad sector, เครื่องติดไวรัส, ระบบ SCSI ผิดพลาด, RAM เสีย หรือ เมนบอร์ดเสีย
10.(stop code 0X00000077)Kernel Stack Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการและสาเหตุเดียวกับข้อ 9
11.(stop code 0X0000001E)Kmode Exception Not Handled
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดของไดร์เวอร์ หรือ service กับ หน่วยความจำ และ IRQ ถ้ามีรายชื่อของไฟล์หรือ service แสดงออกมากับ error นี้ให้ทำการ uninstall โปรแกรมหรือทำการ Roll back ไดร์เวอร์ตัวนั้นถ้ามีการแจ้งว่า error ที่ไฟล์ win32k สาเหตุเกิดจาก การ control software ของบริษัทอื่นๆ (Third-party) ที่ไม่ใช้ของวินโดวส์ ซึ่งมักจะเกิดกับพวก Networking และ Wireless เป็นส่วนใหญ่Error นี้อาจจะเกิดสาเหตุอีกอย่าง นั้นคือการ run โปรแกรมต่างๆ แต่หน่วยความจำไม่เพียงพอ
12.(stop code 0X00000079)Mismatched Hal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดการทำงานผิดพลาดของ Hardware Abstraction Layer (HAL) มาทำความเข้าใจกับเจ้า HAL ก่อน HAL มีหน้าที่เป็นตัวจัดระบบติดต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอ ฟท์แวร์ว่าแอปพลิเคชั่นตัวไหนวิ่งกับอุปกรณ์ตัวไหนให ้ถูกต้อง ยกตัวอย่าง คุณมีซอฟท์แวร์ที่ออกแบบไว้ใช้กับ Dual CPU มาใช้กับเมนบอร์ดที่เป็น Single CPU วินโดว์ก็จะไม่ทำงาน วิธีแก้คือ reinstall วินโดวส์ใหม่สาเหตุอีกประการการคือไฟล์ที่ชื่อ NToskrnl.exe หรือ Hal.dll หมดอายุหรือถูกแก้ไข ให้เอา Backup ไฟล์ หรือเอา original ไฟล์ที่คิดว่าไม่เสียหรือเวอร์ชั่นล่าสุดก๊อปปี้ทับไ ฟล์ที่เสีย
13.(stop code 0X0000003F)No More System PTEs
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากระบบ Page Table Entries (PTEs) ทำงานโดย Virtual Memory Manager (VMM) ผิดพลาด ทำให้วินโดวส์ทำงานโดยไม่มี PTEs ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวินโดวส์ อาการนี้มักจะเกิดกับการที่คุณทำงานแบบ multi monitorsถ้าคุณเกิดปัญหานี้บ่อยครั้ง คุณสามารถปรับแต่ง PTEs ได้ใหม่ ดังนี้
1. ให้เปิด Registry ขึ้นมาแก้ไข โดยไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์คำสั่ง Regedit
2. ไปตามคีย์นี้ HKEY_LOCAL_MACHINESYSTEMCurrentControlSetControlSe ssion ManagerMemory Management
3. ให้ดูที่หน้าต่างขวามือ ดับคลิกที่ PagedPoolSize ให้ใส่ค่าเป็น 0 ที่ Value data และคลิก OK
4. ดับเบิลคลิกที่ SystemPages ถ้าคุณใช้ระบบจอแบบ Multi Monitor ให้ใส่ค่า 36000 ที่ Value data หรือใส่ค่า 40000 ถ้าเครื่องคุณมี RAM128 MB และค่า 110000 ในกรณีที่เครื่องมี RAM เกินกว่า 128 MB แล้วคลิก OK รีสตาร์ทเครื่อง
14.(stop code 0X00000024) NTFS File System
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุเกิดจากการรายงานผิดพลาดของ Ntfs.sys คือไดร์เวอร์ของ NTFS อ่านและเขียนข้อมูลผิดพลาด สาเหตูนี้รวมถึง การทำงานผิดพลาดของ controller ของ IDE หรือ SCSI เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมสแกนไวรัส หรือ พื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เสีย คุณๆสามารถทราบรายละเอียดของerror นี้ได้โดยให้เปิดดูที่ Event Viewer วิธีเปิดก็ให้ไปที่ start > run แล้วพิมพ์คำสั่ง eventvwr.msc เพื่อเปิดดู Log file ของการ error โดยให้ดูการ error ของ SCSI หรือ FASTFAT ในหมวด System หรือ Autochk ในหมวด Application
15.(stop code 0X00000050)Page Fault In Nonpaged Area
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุการจากการผิดพลาดของการเขียนข้อมูลในแ รม การแก้ไขก็ให้ทำความสะอาดขาแรมหรือลองสลับแรมดูหรือไ ม่ก็หาโปรแกรมที่ test แรมมาตรวจว่าแรมเสียหรือไม่
16.(stop code 0Xc0000221)Status Image Checksum Mismatch
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุมาจาก swapfile เสียหายรวมถึงไดร์เวอร์ด้วย การแก้ไขก็เหมือนข้อ 15
17.(stop code 0X000000EA)Thread Stuck In Device Driver
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการของ error นี้คือการทำงานของเครื่องจะทำงานในแบบวนซ้ำๆ กันไม่สิ้นสุด เช่นจะรีสตร์ทตลอด หรือแจ้งerror อะไรก็ได้ขึ้นมาไม่หยุด ปัญหานี้ สาเหตุอาจจะเกิดจาก Bug ของโปรแกรมหรือสาเหตุอื่นๆ เป็นร้อย การแก้ไขให้พยายามทำตามนี้1.ให้ดูที่ Power supply ของคุณว่าจ่ายกำลังไฟเพียงพอกับความต้องการของคอมคุณ หรือไม่ ให้ดูว่าในเครื่องคุณมีอุปกรณ์มากไปไม่เหมาะกับ Power supply ของคุณ ก็ให้เปลื่ยนตัวใหม่ให้กำลังมากขึ้น ปัญหานี้ผมเคยมีประสพการณ์แล้ว 2 ครั้ง คือ-
1.1 ประสพการณ์ครั้งแรก เกิดจากคอมเครื่องที่สอง (ผมมีคอมตั้งโต๊อยู่ 2 เครื่อง ปัจจุบันใช้ Notebook ) สเปคหลักๆนะครับCPU:AMD Barton 2500 (210*11=2310)M/B:Abit A7NRam:1G Dual KingtonPowersupply: Enamax 465P-VEและอุปกรณ์ตกแต่งตรึม แรกๆเครื่องก็ดีโปรแกรมหรือเกมที่ว่าหนักๆมารับได้หม ด อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดอาการ error ตามข้อนี้ พยามยามแก้แล้วแก้อีก มันไม่หายสักที่ ก็บังเอิญไปเจอบทความของคุณ A-e-e แห่ง UnlimitPC ตามลิงค์นี้ http://www.unlimitpc.com/modules.php?name=Artical&pa=showpage&pid=19 ก็ลองดูที่ ฺBios ก็เป็นจริงอย่างคุณ A-e-e ว่าไว้ ก็ไม่รอช้าจัดการตามที่คุณ A-e-e สอน เรียบร้อยหายไม่มีอาการมากวนใจอีก ต้องขอบคุณ คุณ A-e-e มา ณ ที่นี่ด้วยครับ-
1.2 ประสพการณ์ที่สอง เกิดกับคอมเครื่องแรก สเปคCPU:AMD T-Bred 1700 (166*11=1826)(Over clock ขึ้นสมอง)M/B:Soltek 75FRN2-RLRam:512MB Dual GeilPowersupply: Enamax 351P-VEและอุปกรณ์ตกแต่งตรึมเหมือนกัน เครื่องก็เหมือนเคยใช้ได้ไม่มีปัญหาอยู่ก็มี error แบบนี้อีก คราวนี้ไม่กลัวเข้าใจว่าคงเหมื่อนเครื่องที่แล้วตรวจ ที่ Bios ก็เป็นเหมือนเคยก็จัดการทำการแก้ไขเหมือนเคยที่แล้วม า ผลไม่หายครับเป็นอีก นั่งงมอยู่วันเต็มๆ ด้วยถอดชิ้นส่วนเครื่องทั้งหมดมาตรวจ ก็เจอปัญหาจนได้ก็คือ ตัว Capacitor ที่เมนบอร์ดตัวที่จ่ายไฟเลี้ยง CPU บวมมีขี้เกลือเกาะเต็มไปหมดที่เขียนมายาวก็เพื่อเล่าประสพการณ์จริงให้รู้เพื่อค ุณๆ อาจจะมีปัญหาเหมือนผมจะได้เป็นแนวทางแก้ไข
2. ให้คุณดูที่การ์ดจอว่าได้ใช้ไดร์เวอร์ตัวล่าสุด ถ้าแนใจว่าใช้ตัวล่าสุดแล้วยังมีอาการ ก็ให้ทำการ Rollback ไดร์เวอร์ตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา
3. ตรวจดูการ์ดจอและเมนบอร์ดว่าเสียหรือไม่เช่น มีรอยไหม้, ลายวงจรขาด มีชิ้นสวนบางชิ้นหลุดจากตำแหน่งเดิม เป็นต้น
4. ดูที่ Bios ว่าส่วนของ VGA slot เลือกโหมด 4x,8x ถูกตามสเปคของการ์ดหรือไม่
5. เช็คดูที่ผู้ผลิดเมนบอร์ดว่ามีไดร์เวอร์ตัวใหม่หรือไ ม่ ถ้ามีให้โหลดลงใหม่ซะ6. ถ้าคุณมีการ์ดแลนหรือเมนบอร์ดของคุณมี on board อยู่ให้ disable ฟังก์ชั่น “PXE Resume/Remote Wake Up” โดยไปปิดที่ BIOS18.(stop code 0X0000007F) unexpected Kernel Mode Trapสาเหตุและแนวทางแก้ไข:อาการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับนัก Overclock (ผมก็คนหนึ่ง) เป็นอาการ RAM ส่งข้อมูลให้ CPU ไม่สัมพันธ์กันคือ CPU วิ่งเร็วเกินไป หรือร้อนเกินไปสาเหตุเกิดจากการ Overclock วิธีแก้ก็คือลด clock ลงมาให้เป็นปกติ หรือ หาทางระบายความร้อนจาก CPU ให้มากที่สุด
19. (stop code 0X000000ED)Unmountable Boot Volume[/font][/font]
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการที่วินโดวส์หาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอ (ไม่ใช่ตัวบูตระบบ) ในกรณีที่คุณมีฮาร์ดดิสก์หลายตัว หนึงในนั้นคุณอาจใช้สายแพของฮาร์ดดิสก์ผิด เช่น ฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ 33MB/secound ซึ่งต้องใช้สายแพ 40 pin แต่คุณเอาแบบ 80 pin ไปต่อแทน
Computer หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ในที่นี้จะกล่าวถึง Computer PC หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ พีซี อะไรจะเป็นตัววัดความคุ้มค่าของ พีซี ได้ดีที่สุด เท่าที่เคยใช้ๆ ก็เห็นจะเป็นซอฟต์แวร์ทดสอบ หรือไม่ก็ราคาที่แพง บางคนก็มองแค่ภายนอกด้วยซ้ำว่าเครื่องนี้ดูสวยดี ใช้ซีพียูความเร็วสูงๆ แถมราคาสูงๆ ก็ซื้อเลย แต่ไม่ได้มองเจาะไปถึงการนำไปใช้งานของตัวเองเลยว่าจะนำไปใช้ได้เต็มประสิทธิภาพได้มากแค่ไหน แต่ก็นี่แหละคนไทย
ถ้าจะกล่าวถึง เครื่อง Computer ชุดที่ขายดีที่สุด ณ ปัจจุบัน ก็เห็นจะปฏิเสธ เครื่อง คอมพิวเตอร์ สำเร็จรูปที่จัดโดยรัฐบาล ในโครงการเครื่อง คอมพิวเตอร์ (Computer) เอื้ออาทร ไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะสามารถจุดกระแสให้ประชาชนหันมาใช้เครื่อง Computer กันมากขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการกระตุ้นตลาด เครื่อง คอมพิวเตอร์ ในบ้านเราด้วย ทำให้ผู้ผลิต เครื่อง Computer รายต่างๆ ขายดิบขายดีไปตามๆ กัน การเลือกซื้อ เครื่อง คอมพิวเตอร์ ของผู้ใช้ทั่วๆไปก็จะมีอยู่ 2 แบบ สำหรับแบบแรกนั้นก็คงจะเดินไปจัดสเปคเครื่องตามร้านขาย อุปกรณ์ Computer กันเอง เปรียบเทียบราคาของแต่ละร้านหาร้านที่มีราคาถูกแล้วก็นำไปประกอบด้วยตนเอง หรือไม่ก็ให้ทางร้านที่เราซื้อ อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ร้านใดร้านหนึ่งเป็น ผู้ประกอบเครื่องให้ ซึ่งบางทีร้านเขาอาจจะคิดค่าบริการในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย สำหรับการเลือกซื้อแบบแรกนั้นน่าจะเหมาะสำหรับ ผู้ที่มีความรู้ทางด้าน อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ อยู่บ้าง มาดูแบบที่สองกันบ้างครับ สำหรับการเลือกซื้อแบบที่สองนั้นน่าจะเหมาะกับผู้ใช้มือใหม่ หรือผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้ในด้าน อุปกรณ์ Computer เลย ซึ่งผู้ใช้ ประเภทนี้มักจะให้ทางร้านเขาจัดสเปคให้เลย โดยจะกำหนดราคาเครื่องที ต้องการใช้ให้ทางร้านไป หรือผู้ใช้บางคนที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการเลือกซื้อ หรือต้องการ การรับประกันจากผู้ผลิตที่ดีๆ ก็อาจจะหันไปมอง เครื่อง Computer ที่เป็น คอมพิวเตอร์ แบรนด์เนมจากผู้ผลิตทั้งใน หรือต่างประเทศที่นำออกมาวางขายในตลาดบ้านเรากันมากมาย หลากหลายยี่ห้อ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันผู้ใช้จะสามารถซื้อ เครื่อง Computer ได้ง่ายขึ้นเพียงแค่ชี้นิ้ว หรือแค่บอกความต้องการนำไปใช้งานของตนกับผู้ขาย เพื่อให้ผู้ขายจัดสเปคเครื่องให้ แล้วก็เหลือ เพียงแค่ขนเครื่องที่ซื้อมากลับไปบ้านเท่านั้นเอง
ซึ่งบางทีผู้ซื้อก็อาจจะเสียเปรียบเพราะอุปกรณ์ที่ทางร้านเขาจัดให้นั้นอาจจะมีราคาที่ถูกกว่าเงินที่ท่านจ่าย หรืออาจจะติดตั้งอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพให้ เพื่อให้ทางร้านได้ กำไรเยอะๆ จากตรงส่วนนี้ ซึ่งสำหรับ เครื่อง คอมพิวเตอร์ สำเร็จรูปที่จัดโดยค่ายผู้ผลิตแบรนด์เนมต่างๆก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะถ้าเครื่องมีปัญหาผู้ซื้อก็สามารถส่งเคลมได้ทันที แต่สำหรับเครื่องที่ทางร้านจัดสเปคให้นั้น ซึ่งถึงแม้จะมีการรับประกัน Void จากทางร้านมาแล้ว แต่บางทีอุปกรณ์บางชิ้นก็อาจไม่ได้คุณภาพและทางผู้ผลิตก็ไม่รับประกันด้วย เช่น พวก อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ปลอมต่างๆ ดังนั้นก่อนที่จะซื้อ เครื่อง Computer คู่ใจซักเครื่อง เราลองมาดูหน้าที่การทำงานของอุปกรณ์แต่ละชิ้น รวมถึงวิธีการเลือกซื้อ แบบมี ประสิทธิภาพ ทำยังไงไม่ให้โดนหลอกกันครับ
ส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ (Computer)
สำหรับ เครื่อง Computer เครื่องๆ หนึ่งนั้นจะประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ และแยกกันทำงานแตกต่างกันออกไปซึ่ง คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง จำเป็นต้องอาศัย ส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์เหล่านี้เพื่อที่จะทำงานร่วมกัน และประมวลผลออกมาเป็นข้อมูลที่นำเสนอออกมาทางด้านต่างๆ ว่าจะเป็นภาพ, เสียง และเอกสารต่างๆ ซึ่ง ส่วนประกอบ Computer จะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้
หน่วยประมวลผลหลัก (CPU) เป็น ส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ในการควบคุมการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ซึ่งรวมถึงการอ่าน การคำนวณ และแปลค่าสัญญาณต่างๆ ที่ได้มาจากอุปกรณ์ Input และ อุปกรณ์ Computer ในการเก็บข้อมูลอย่างเช่น Hard Disk และ RAM เพื่อให้ได้ข้อมูลที่นำไปแสดงผล สำหรับซีพียูนั้นนับว่าเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ผู้ซื้อควรจะมอง เพราะว่ามันจะ บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของ คอมพิวเตอร์ เครื่องนั้นๆ ได้ดีที่สุด ว่าซีพียูตัวนี้ความเร็วขนาดนี้น่าจะใช้งานในระดับไหนได้ดี โดยมักจะแบ่งการใช้งานเป็นหลัก เช่น ใช้งานเอกสารทั่วไป ใช้เล่นเกม 3D, 2D ที่มีความละเอียดสูงๆ หรือใช้งานทางด้านมัลติมีเดียความบันเทิงต่างๆ สำหรับซีพียูที่ออกมาวางขายในปัจจุบันนั้นก็จะมีอยู่ 2 ค่าย ได้แก่ ค่ายอินเทล และ ค่ายเอเอ็มดี โดยอินเทลจะมาด้วยซีพียู Intel Pentium4 กับ Intel celeron กับซ็อกเก็ต 478 ที่จะรองรับกับความเร็วบัส (FSB) ที่ 400, 533 และ 800MHz ส่วนซีพียูจากค่าย เอเอ็มดี นั้นก็จะมาด้วย AMD Athlon XP กับซ็อกเก็ต 462 ที่รองรับความเร็วบัส (FSB) ตั้งแต่ 200, 266 และ 333MHz และ AMD Athlon64 กับซ็อกเก็ต 754 ที่รองรับความเร็วบัส (FSB) 1600MHz
เมนบอร์ด (Mainboard) เป็น ส่วนประกอบ Computer และเป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ใน เครื่อง Computer เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะทำหน้าที่ในการรับ/ส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถส่งผ่าน ข้อมูล ซึ่งกันและกันได้ โดยผ่านส่วนควบคุมนั้นคือ ชิปเซต (Chipset) เมื่อผู้ซื้อทำตกลงใจที่จะใช้งาน ซีพียู ตัวไหนแล้ว ต่อไปเราก็มาทำการเลือกซื้อ เมนบอร์ด ที่จะมาใช้งานร่วม กับ ตัวซีพียู เมนบอร์ดที่วางขายกันหลายรุ่นหลายยี่ห้อก็อาจจะทำให้ผู้ซื้อตาลายไปเลยก็ได้ เพราะไม่รู้จะเลือกใช้เมนบอร์ดรุ่นไหนตัวไหนดี สำหรับเมนบอร์ด ที่มีวางขายอยู่ ใน บ้านเราก็จะมีรายชื่อดังต่อไปนี้ ABIT, Albatron, ASROCK, ASUS, DFI, ECS, Gigabyte, Intel, Iwill, LEMEL, MSI, SHUTTLE, MATSONIC และ P&A
ซึ่งบางยี่ห้อก็จะทำเมนบอร์ดออกมารองรับกับซีพียูจากทั้งค่ายเลยก็มี เมื่อเราได้ซีพียูที่ต้องการมาแล้วต่อไปก็มาดูว่ามีเมนบอร์ดตัวไหนบ้างที่รองรับกับซีพียูตัวนี้ ซึ่งถ้าเป็นซีพียูจากค่ายอินเทล ก็จะต้องใช้เมนบอร์ดที่รองรับซีพียูซ็อกเก็ต 478 ส่วนถ้าเลือกใช้ซีพียูจากค่ายเอเอ็มดีก็จะต้องเลือกใช้เมนบอร์ดซ็อกเก็ต 462 หรือ ซ็อกเก็ต 754 กับซีพียูแบบ 64 บิต ขั้นที่สองก็ต้องมาดูว่าซีพียูของท่านสามารถรองรับกับความเร็วบัสขนาดเท่าใดบ้าง ซึ่งผู้ซื้อจะต้องเลือกเมนบอร์ดที่สามารถรองรับกับความเร็วบัส ของซีพียูที่ใช้ได้ อย่างเช่น ถ้าท่านใช้ Intel Pentium4 กับขนาดความเร็วที่ 800MHz ท่านก็จะต้องซื้อเมนบอร์ดที่สนับสนุนความเร็วบัสที่ 800MHz หรือสนับสนุนเทคโนโลยี ไฮเปอร์-เธรดดิ้ง ด้วย แต่ถ้าถามว่าถ้าใช้ซีพียูความเร็วบัสเพียง 400 หรือ 533MHz แล้วอยากจะใช้เมนบอร์ดความเร็วบัส 800MHz จะได้ไหม คำตอบก็คือได้ครับ ถ้าท่านจะซื้อเผื่อการอัพเกรดซีพียูในอนาคตด้วย แต่มีข้อแนะนำอยู่นิดหนึ่งก็คือ ในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีทางด้าน Computer (คอมพิวเตอร์) ได้มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนา ไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเก่าๆ ได้ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ พอถึงวันหนึ่งที่ท่านอยากจะเปลี่ยนซีพียูตัวใหม่ วันนั้นเมนบอร์ดของท่านอาจจะไม่สนับสนุนซีพียูตัวใหม่ แล้วก็ได้ ดังนั้นเวลาจะซื้อควรเน้นการใช้งานในขณะปัจจุบันจะดีกว่าครับ
หน่วยความจำ (RAM) สำหรับหน่วยความจำนั้นเป็น อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่ในการเก็บ และพักข้อมูลที่รอการประมวลผล หรือทำการประมวลผลเสร็จแล้ว เพื่อนำไปใช้ใน การแสดงผลของข้อมูล และยังสามารถที่จะทำการเก็บข้อมูล หรือคำสั่งที่ถูกเรียกใช้บ่อยๆ เพื่อให้การทำงานของระบบรวดเร็วขึ้น แรมเป็นอุปกรณ์ชิ้นที่สามที่ควรจะมอง แรมที่วางขายอยู่ในท้องตลาดก็จะมีอยู่ 2 แบบ คือ SDRAM และ DDR-SDRAM แต่สำหรับแรมที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันก็คงจะเป็นแรมในแบบ DDR-SDRAM การเลือกใช้แรมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าเลือกใช้แรมไม่ดี หรือไม่ถูกต้องก็อาจจะทำให้ เครื่อง คอมพิวเตอร์ (Computer) ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น สำหรับแรมก็มีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อด้วยกัน ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะแบ่งออกเป็นด้านของขนาดความจุ และขนาดความเร็ว ในฝั่งของ SDRAM ที่ใช้ซ็อกเก็ตแบบ 168 pin นั้นจะมีความเร็วที่ PC133 ซึ่งก็จะมีขนาดของหน่วยความจำมาให้เลือกติดตั้งตั้งแต่ 128, 256 และ 512MB ครับ ส่วนทางฝั่งแรมแบบ DDR นั้นก็มีมาให้เลือก ใช้อยู่หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น PC2100 (266MHz) แต่ถ้าคุณต้องการใช้งาน ซีพียู ที่มีความเร็วบัส 533MHz นั้น ควรที่จะหาซื้อ PC2700 (333MHz) หรือถ้าใช้ซีพียู ที่มีความเร็วบัส 800MHz แรมที่ใช้ก็ควรจะเป็นแบบ PC3200 (400MHz) มากกว่า เพราะจะสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ถ้าเมนบอร์ดที่ท่านใช้สนับสนุนแรมแบบคู่ หรือ Dual-channel ด้วย แล้วท่านติดตั้งแรมเป็นคู่ด้วยก็จะดีมาก เพราะจะทำให้การทำงานของแรมมีประสิทธิภาพที่สูงมากขึ้น สำหรับขนาดความจุที่มีก็จะมี 128, 256, 512 และ 1024MB หรือ 1GB ในส่วนของราคาของแรมทั้งในแบบ SDRAM และ DDR-RAM ก็จะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ทางดีที่เลือกใช้เมนบอร์ด ที่สนับสนุนแรม แบบ DDR ไปเลยจะดีกว่า และเมนบอร์ดที่สนับสนุนแรมในแบบ SDRAM ก็หาได้ยากแล้วในท้องตลาด
ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) เป็นตัวเก็บข้อมูลต่างๆ ที่ใช้งานในระบบของ เครื่อง Computer เป็นแหล่งเก็บข้อมูลหลักของ เครื่อง คอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้ามีความจุสูงๆ ก็สามารถที่จะเก็บข้อมูลได้ในปริมาณได้มากๆ จะว่าไปแล้วฮาร์ดดิสก์ที่ออกมาวางขายนั้นก็มีมากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะมีคุณภาพที่ไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากนัก รสนิยมการเลือกใช้ฮาร์ดดิสก์ของคนไทยอย่างเราๆ ก็คงจะดูที่ยี่ห้อ กับการรับประกันหลังการขายกันมากกว่า โดยมักจะสอบถามจากผู้ที่เคยใช้มาก่อนว่าฮาร์ดดิสก์ตัวนี้ยี่ห้อนี้เป็น อย่างไร เวลาส่งเคลมแล้วรวดเร็วหรือไม่ เพราะฮาร์ดดิสก์นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานหนักที่สุดในเครื่อง คอมพิวเตอร์ ดังนั้นการรับประกันจึงมักเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรจะดูด้วย ซึ่งก็จะมีการรับประกันตั้งแต่่ 1 ปี, 3 ปี และ 5 ปี ตามแต่ละยี่ห้อและชนิดของฮาร์ดดิสก์ นอกจากฮาร์ดดิสก์แบบ Ultra 160 SCSI ที่นิยมใช้กับเครื่อง Computer ระดับสูงๆ อย่างเครื่อง Server แล้ว ฮาร์ดดิสก์สำหรับ เครื่อง คอมพิวเตอร์ (Computer) ทั่วไปก็จะมีให้เลือกอยู่ 3 แบบ โดยจะแบ่งตามมาตรฐานการโอนถ่ายข้อมูล และอินเทอร์เฟซที่ใช้เชื่อมต่อ ซึ่งก็จะมี ATA/100, ATA/133 และแบบ SATA 150 ที่มีขนาดของหน่วยความจำบัฟเฟอร์ 8MB ซึ่งมากกว่าในแบบ ATA ที่มีเพียงแค่ 2MB ดังนั้นฮาร์ดดิสก์แบบ Serial ATA จึงมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่รวดเร็วกว่า ถ้าเมนบอร์ดของท่านสนับสนุน SATA 150 ด้วยก็น่าจะติดตั้งใช้งานฮาร์ดดิสก์แบบ Serial ATA ไปเลย เพราะราคาของ ฮาร์ดดิสก์แบบนี้ก็ไม่ค่อยแตกต่างกับแบบ IDE แล้ว ด้านความเร็วในการส่วนของจากหมุนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ความเร็วจะมีตั้งแต่ 5400, 7200, 10000 โดยจะมีหน่วยเป็น rpm หรือ รอบ/นาที ส่วนความเร็ว 10000 และ 15000 ก็มักจะมีใช้ในฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI ครับ ทางด้านขนาดความจุอันนี้ก็แล้วแต่การนำไปใช้งานครับ ว่าต้องการขนาดพื้นที่เท่าไร
กราฟิกการ์ด (VGA Card) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลภาพออกทางจอแสดงผล โดยส่วนใหญ่แล้วในตอนนี้นั้น กราฟิกการ์ดจะเป็นการ์ดแบบที่สามารถแสดงผลได้ทั้ง 3 มิติ และ 2 มิติไปในตัว เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย โดยกราฟิกการ์ดนั้นจะมีหน่วยประมวลผลหรือที่เรียกว่า GPU เป็นของตัวเอง โดยจะไม่พึ่ง CPU ในการประมวลข้อมูล ทางด้านกราฟิก และกราฟิกการ์ดนั้นยังมีหน่วยความจำเป็นของตัวเองไม่ได้ใช้ร่วมกับหน่วยความจำหลักหรือ RAM ปัจจุบันนี้กราฟิกการ์ดที่มีขาย อยู่นั้นส่วยใหญ่แล้ว จะเป็น จำพวก 3D Card ซึ่งใช้สำหรับการเล่นเกมส์ และประมวลผลภาพ 3 มิติ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง ซึ่งก็มีผู้ที่ผลิตชิปรายใหญ่อยู่ 2-3ราย นั้นก็คือ nVIDIA, ATi และ SiS ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป 3 มิติระดับคุณภาพสูง และมีขายอยู่ในตลาดบ้านเรามากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งการเลือกซื้อการ์ดจอนั้น ควรจะดูที่งบประมาณในการซื้อ เป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าการ์ดที่มีคุณภาพในการแสดงผลในระดับสูงราคาจะแพงมาก ซึ่งจะทำให้งบประมาณในการซื้อ เครื่อง Computer คอมพิวเตอร์ สูงขึ้นตามไปอีกด้วย ทั้งนี้เมนบอร์ดของท่านจะต้อง มีสล็อต AGP สนับสนุนอยู่ด้วย ซึ่งเมนบอร์ดบางตัวที่สนับสนุนการ์ดแสดงผลแบบออนบอร์ดไว้แล้วมักจะไม่ติดตั้งสล็อต AGP มาให้ ความเร็วของระบบกราฟิกบัส ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าเมนบอร์ดสนับสนุน AGP 8X ก็ควรใช้การ์ดแสดงผลแบบ AGP 8X ด้วย ซึ่งก็จะทำให้งานทางด้านภาพสามารถ ทำได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ลักษณะการเลือกใช้ถ้าต้องการความละเอียดในการแสดงผลสูงๆ ก็ควรจะใช้หน่วยความจำขนาดสูงๆด้วย ซึ่งขนาดของหน่วยความจำก็จะมีให้เลือกตั้งแต่ 32, 64, 128, 256MB
การ์ดเสียง (Sound Card) ในส่วนของการ์ดแสดงผลทางด้านเสียงนั้นก็เป็นส่วนสำคัญในการแสดงผลทางด้านมัลติมีเดียซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะใช้งานกันมาก ซึ่งตอนนี้ นั้นได้ถูกปรับปรุง และทำการพัฒนาให้สามารถที่จะทำการส่งสัญญาณเสียงได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น 2.1, 4.1, 5.1, 6.1 และ 7.1 ซึ่งถ้าใช้จำนวนช่องมาก ก็จะทำให้ระบบเสียงนั้นสมบูรณ์แบบเพิ่มขึ้น และปัจจุบันก็จะมีให้เลือกใช้ทั้งแบบที่ติดตั้งภายใน หรือติดตั้งภายนอก หรือแม้แต่ในเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ ก็จะมีซาวนด์การ์ดแบบ ออนบอร์ด ติดตั้งให้เกือบทั้งหมดแล้ว ซึ่งบางท่านที่ไม่ค่อยใส่ใจมากนักก็อาจจะใช้เพียงแค่ออนบอร์ดเท่านั้น
ไดร์ฟ (Drive) ในส่วนของการเลือกซื้อ ไดร์ฟ นั้น สามารถที่จะเลือกซื้อให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ เพราะว่าในตอนนี้นั้นไดร์ฟต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัว CD-ROM, DVD, CD-RW, DVD-CDRW หรือแม้แต่ DVD-RW นั้น ได้มีราคาที่ลดลงมาก ทำให้การเลือกซื้อเป็นไปได้ง่ายขึ้น สำหรับการเลือกซื้อนั้นให้ดูถึง ลักษณ์ของการ ใช้งาน เป็นหลักจะดีกว่า ว่าเน้นหนักไปใช้ในงานด้านไหนบ้าง จะใช้เพียงแค่อ่านแผ่น หรือจะใช้แบบบันทึกข้อมูลได้ด้วย ด้านความเร็วในการเขียน หรือความเร็วในการอ่าน ก็มีมา ให้เลือกใช้อย่างมากมาย สำหรับว่าควรจะเลือกใช้แบบที่ติดตั้งภายใน หรือภายนอกดี อาจจะเป็นคำถามของหลายๆคนอยู่ในตอนนี้ ก็ง่ายๆครับ ถ้าจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายบ่อยๆ และไม่ชอบที่จะถอดเข้าถอดออกไดร์ฟบ่อยๆ ก็น่าจะใช้แบบติดตั้งภายนอกไปเลย แต่แบบติดตั้งภายนอกจะมีราคาที่สูงกว่าแบบติดตั้งภายในอยู่ค่อนข้างมาก ในส่วนของ 1.44MB floppy drives นั้นก็ยังเป็นมาตรฐานเดิมซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากครับ
จอมอนิเตอร์ (Monitor) นับว่าเป็น อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ในส่วนอุปกรณ์ Output ที่จะขาดไปเสียไม่ได้เลย เพราะถ้าได้มอนิเตอร์ที่มีคุณภาพดี ก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถรับชมภาพที่มีคุณภาพที่ดีด้วย และการใช้งาน เครื่อง คอมพิวเตอร์ เป็นเวลานานๆ จอมอนิเตอร์ที่ดียังเป็นการช่วยในการถนอมสายตาของผู้ใช้อีกด้วย มอนิเตอร์ที่มีขายในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ แบบ CRT กับแบบ LCD ซึ่งในแบบ CRT ก็จะแตกแยกย่อยออกเป็นอีกหลายแบบ เช่น Flat, Digital, Flattron หรือ FD Triniton และยังมีอีกหลายแบบตามแต่ละ เทคโนโลยีการผลิตของแต่ละค่าย ขนาดของจอภาพก็เป็นสิ่งที่ผู้ซื้อควรจะมองเป็นอันดับแรก เพราะถ้าจอภาพมีขนาดใหญ่ก็จะทำให้การรับชมภาพของท่านสบายตามากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ก็จะต้องขึ้นอยู่กับความละเอียดสูงสุด และอัตราการปรับ Rrfresh Rate ของมอนิเตอร์แต่ละตัวด้วยว่าสนับสนุนได้เพียงเท่าใด สำหรับจอ CRT ขนาด 15 นิ้วนั้น จะสามารถปรับความละเอียดสูงสุดได้ที่ 1024 x 768 ที่และอัตราการปรับ Rrfresh Rate 75MHz ส่วนขนาด 17 นิ้ว ก็จะมีตั้งแต่ 1280 x 1024, 1600 x 1200 กับ Rrfresh Rateที่ 75 และ 85MHz ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และรุ่นของแต่ละค่าย ส่วนแบบ 19 นิ้ว และ 21 นิ้ว ก็ปรับความละเอียดได้สูงสุดที่ 1600 x 1200,1792 x 1374, 1920 x 1440, 2048 x 1536 และ Rrfresh Rateที่ 85MHz ครับ ทางด้านจอมอนิเตอร์แบบ LCD ก็จะคล้ายๆ กับ CRT ในเรื่องของการปรับค่าความละเอียดสูงสุด แต่ก็จะปรับได้ไม่เกิน 1280 x 1024 และสามารถปรับ Rrfresh Rate ได้แค่เพียง 75MHz เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นจอขนาด 14,15, 17, 18 หรือ 19 นิ้ว
เคส และเพาเวอร์ซัพพลาย (Case & Power Supply) ในส่วนของเคสนั้น จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับหน้าตาของเครื่อง Computer เลยก็ว่าได้ เพราะถ้าได้เคสคุณภาพดี และสวยงามก็จะทำให้เครื่อง คอมพิวเตอร์ (Computer) ของท่านมีประสิทธิภาพ และน่าใช้มากขึ้น ถ้าจะให้ดีนั้น ในการเลือกซื้อก็ควรที่จะเลือกซื้อเคสที่มีขนาดพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์กว้างๆ เพื่อที่จะติดตั้งอุปกรณ์ได้มากขึ้น หรือสามารถระบายความร้อนภายในเครื่องได้อย่างรวดเร็ว หรือถ้าหาเคสที่มีพัดลมระบายความร้อนเยอะๆ ก็จะดีมาก สำหรับตัว เพาเวอร์ซัพพลาย นั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะให้มากับเคสเลย ในเวลาที่ซื้อเครื่อง Computer ซึ่งตัวเพาเวอร์ซัพพลาย นี้จะทำหน้าที่ในการจ่ายไฟฟ้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของ อุปกรณ์ Computer ให้สามารถที่จะทำงานได้ ซึ่งถ้าเราเลือกซื้อตัว เพาเวอร์ซัพพลาย ที่มีกำลังจ่ายมากอย่าง 350 วัตต์ - 400 วัตต์ ก็จะสามารถพ่วงต่อกับ อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ อื่นๆ ได้มากขึ้น
แลน และโมเด็ม (LAN & Modem) อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ สองประเภทนี้นับว่าเป็นสองอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อการใช้งานในยุคปัจจุบันได้อย่างมากทีเดียว เพราะทั้งสอง อุปกรณ์ จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนช่องทางในการสื่อสารระหว่างเครื่อง Computer เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ เรามาดูในส่วนของแลนกันก่อนครับ โดยส่วนมากแล้ว การ์ดแลน มักจะถูกติดตั้งแบบออนบอร์ดมากับเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ ซึ่งก็มีทั้งความเร็ว 10/100Mbps และ 10/100/1000Mbps หรือถ้าไม่มีก็สามารถซื้อหามาติดตั้งเพิ่มเติมได้ ซึ่งก็จะมีให้เลือกใช้ทั้งแบบติดตั้งภายใน และแบบติดตั้งภายนอก แต่แนะนำให้ใช้แบบติดตั้งภายในกับสล็อต PCI มากกว่า ทางโมเด็มนั้นก็จะกำหนดก่อนว่าจะใช้อินเทอร์เน็ต ในรูปแบบใดบ้าง ถ้าใช้เชื่อมต่อแบบธรรมดา ก็ใช้โมเด็มแบบอนาล็อก 56K แต่ถ้าใช้แบบความเร็วสูง อย่างเช่น ADSL ก็จะต้องใช้โมเด็มในแบบ ADSL ซึ่งก็จะมีให้เลือกใช้ ทั้งแบบที่ติดตั้งภายใน หรือแบบที่ติดตั้งภายนอกเหมือนกันครับ
เมาส์ คีย์บอร์ด และลำโพง สำหรับอุปกรณ์เหล่านี้นั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าทำหน้าที่อะไรกันบ้าง ซึ่งสามารถที่จะทำการเรียกรวมๆ กันว่าอุปกรณ์มัลติมีเดียเลยก็ว่าได้ เพราะเนื่องจากว่าคีย์บอร์ด กับ เมาส์ในสมัยนี้นั้นสามารถที่จะทำงานอย่างอื่นได้อีกมากมายเลยที่เดียว ในการเลือกซื้อนั้นก็ดูที่ความต้องการของผู้ใช้เป็นหลัก ว่าชอบคีย์บอร์ด หรือเมาส์ลักษณะไหนสีอะไร มีปุ่มฟังก์ชั่นพิเศษที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการเรียกใช้งานโปรแกรมต่างๆ อะไรบ้าง โดยปัจจุบันอุปกรณ์ ทั้งสองแบบก็สามารถ เชื่อมต่อแบบ ไร้สายเพื่อเพิ่มความอิสระในการใช้งานมากขึ้น
ระบบปฏิบัติการ สำหรับการเลือกใช้งานระบบปฏิบัติการให้กับเครื่องใหม่นั้น เราสามารถที่จะทำการเลือกใช้ตามประสิทธิภาพของเครื่อง คอมพิวเตอร์ ใหม่ได้ ซึ่ง เครื่อง Computer ใหม่ๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่นั้น สามารถที่จะใช้งานกับระบบปฏิบัติการได้เกือบๆ ทุกรุ่นไม่ว่าจะเป็น Windows 98se, ME, XP, 2000 หรือแม้แต่พวก Linux เองก็ตาม โดยการเลือกใช้นั้นควรดูที่ความต้องการ และความถนัดในการใช้งานของผู้ใช้งานเป็นหลัก
การรับประกัน มาถึงขั้นตอนสุดท้ายใน การเลือกซื้อ เครื่อง Computer คอมพิวเตอร์ คู่ใจแล้วครับ และเป็นขั้นตอนที่ผู้ซื้อจะมองข้ามไปไม่ได้เลย นั้นคือการรับประกันหลังการขาย เพราะถ้า การบริการหลักการขายดีเวลาที่ เครื่อง Computer มีปัญหาผู้ใช้ก็สามารถยกไปให้ทางร้านได้ทันที โดยวิธีการสังเกตว่าร้านไหนดีหรือไม่ดีนั้น ท่านอาจจะลองสอบถาม ผู้ที่เคยซื้อ อุปกรณ์ Computer หรือเครื่อง คอมพิวเตอร์ จากร้านนั้นๆ ดูว่าการบริการหลังการขายของร้านนั้นๆ ดีหรือไม่ เป็นร้านที่เปิดขายมานานหรือยัง ขนาดร้านใหญ่หรือเล็ก เพื่อลด ความเสี่ยงว่าเมื่อซื้อ เครื่อง Computer จากทางร้านเขาแล้ว จะไม่โดนปล่อยเกาะ เพราะร้านปิดกิจการ หรือปิดร้านหนีไป การสังเกตสติกเกอร์รับประกัน หรือ Void ที่ติดอยู่ บนตัวสิ้นค้าก่อนออกจากร้านซักนิดก็จะดี ว่าทางร้านเขาได้ติกระยะการรับประกันถูกต้องหรือ เพื่อปกป้องสิทธิของท่านเองครับ
สรุปแล้วการเลือกซื้ออุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ นั้นควรที่จะมีการวางแผนในการเลือกซื้อไว้ก่อนล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องที่จะจัดสเปคเอง หรือเครื่อง Computer แบรนด์เนม รายค่ายต่างๆ และควรพิจารณาถึงความต้องการนำไปใช้งานเป็นหลัก เพื่อให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เราใช้งานนั้นสามารถที่จะเอื้ออำนวย ในการทำงานของ ผู้ใช้ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ซึ่งการคัดเลือกซื้อเครื่อง คอมพิวเตอร์ (Computer) นั้นผู้ใช้งานเท่านั้นที่จะสามารถจะกำหนดขอบข่าย และสเปคของเครื่องตัวเองได้เหมาะสมที่สุดครับ
MLM คืออะไร / MLM ให้อะไร / MLM เหมาะกับใคร / ทำไมต้อง MLM
mlm ย่อมาจาก muti level maketting mlm คือ ระบบ การวางแผนการตลาด การค้ารูปแบบหนึ่ง ซึ่งส่วนมากมองข้ามไป เป็นวิวัฒนาการ ของการคิด การค้า แบบให้ผลตอบแทน หลายชั้น หลายระดับ ทั่วไปมักมองว่าเป็นลูกโซ่ หรือปิรามิด ถ้าลองศึกษาลงไปจะเห็นว่าเป็นระบบที่ดี ตัวอย่างการมอง อยู่ว่าเรามองอย่างไร
- หลายคนมองว่า คนมาก่อนได้เปรียบ คนอยู่บนเอาเปรียบ ท่านลองมองระบบงานปัจจุบันครับ
งานราชการ เป็นปิรามิดที่ชัดเจนที่สุด คือ มี ระดับชั้น ของ ข้าราชการ เช่นมี ซี 1,2,3,4….. อย่างนี้เป็นปิรามิด ไหมครับ มี ซี 1 จำนวนมาก ซี 2 ก็มีน้องลง จนถึง ซี 11 มีกี่คน
- บริษัททั่วไป ถ้าเราเข้าไปเช่น เริ่มจาก พนักงานขาย การจะได้เป็น รองหัวหน้าหน่วย ต้องใช้เวลา และมีรองหัวหน้าหน่วยกี่คน หัวหน้าหน่วยล่ะ อาจมี ซุปเปอร์ไวเซอร์ แล้วมีได้กี่คน และต้องการเป็นผู้จัดการล่ะ มีได้กี่คน
นี่แค่เขียนถึงระบบโดยกว้างๆนะครับ ถ้าเจอะลึกลงไป ยังมีสิ่งที่เราอาจขำไม่ออก เช่น วันนี้เราได้งานเป็น พนักงานขาย พร้อมด้วยเพื่อนรักเราคนหนึ่ง ที่พร้อมตายแทนเราได้ ผ่านไป5 ปี เราและเพื่อนต่างขยันขันแข็งทำงานได้ดีมาก บริษัทเปิดโอกาส ให้เราเลือนตำแหน่ง เป็นผู้จักการ แต่ผู้จักการมีได้กี่คนครับ ส่วนมากหนึ่งเดียว ท่านคิดอย่างไร
–> ให้เพื่อนเป็นไปก่อน แต่ผลงานเราดีกว่าเพื่อนอยู่นิดหน่อย
–> เราเป็นเองดีกว่า (แล้วเพื่อนท่านล่ะคิดอย่างไร)
อย่าพึ่งดีใจครับท่าน ปรากฎว่า หลายชายเจ้าของ จบโท มาจากนอกด้านการตลาด ได้เป็นครับ
นี่แค่ตัวอย่างนะครับ
MLM ให้อะไร ใช่เรื่องแรกต้องควรรู้ก่อนว่าให้อะไร ใช่ไหมครับ จะได้ใช้เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ จากการศึกษาถึงระบบ mlm สิ่งได้พบจุดเด่น ของระบบนี้ คือ
> ความเท่าเทียม หรือ โอกาส การสร้างธรุกิจ(รายได้)
> การไม่จำกัดรายได้
> ไม่จำกัดเวลา
ข้อเสีย คนไม่เข้าใจแล้วนำไปคิดเอง โดยไม่ศึกษา และนำไปถ่ายทอดแบบไม่ถูกต้อง
mlm เหมาะกับใคร เรื่องนี้บอกได้อย่างเดียวว่า เหมาะสำหรับทุกท่าน การสร้างธุรกิจ mlm คือการสร้างเครื่องข่าย ใครสร้างได้มาก ย่อมมีรายได้มาก ในความเห็นส่วนตัว ผมว่าน่าที่สร้าง ธรุกิจ mlm ไว้สำรอง ถึงท่านจะทำอะไรอยู่ก็ตาม เพราะ mlm ไม่มีต้นทุนเพิ่ม มีแต่ รายได้เพิ่ม
และจากทั้งหมดนี้ ท่านว่าทำไมต้อง mlm พอจะได้คำตอบไหมครับ