วิเคราะห์ค้นหาสินค้ามาขายจาก Amazon
ใน Amazon จะมีสินค้ามากมายหลายล้านรายการ ซึ่งมีทั้งสินค้าที่สามารถทำตลาดได้ และสินค้าที่ทำตลาดไม่ได้เลย การเลือกสินค้าถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้จาก Amazon ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เพราะนั่นจะทำให้คุณสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับตนเองได้ทั้งในระยะเวลาอันรวดเร็ว และในระยะยาวได้
สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านครับ กลับมาพบกันอีกครั้งในวันนี้นะครับ จากที่ได้แอบๆ หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ 2-3 วันไปทำโครงงานต่างๆ ของผมอยู่วันนี้ก็เลยต้องแวะมาอัพเดทข้อมูลกันสักนิด จากที่เห็นหลายๆ ท่านโทรมาถามและบางท่าน email มาบางท่านก็คอมเมนท์ เข้ามานะครับวันนี้ก็ได้ถือโอกาสอันดีนี้เขียนบทความเกี่ยวกับ “การวิเคราะห์ค้นหาสินค้ามาขายจาก Amazon” กันเสียทีเดียวเลยครับจะได้เป็นแนวทางสำหรับมือใหม่ๆ และมือเก๋าๆ ที่อาจมองข้ามความสำคัญนี้ไปกันนะครับ
ในตลาดของการแข่งขันด้วยหลักการ SEO นั้นบางครั้งเราต้องให้ความสำคัญในการเลือกสินค้าเพื่อทำตลาดเช่นเดียวกัน แม้ว่ามันจะมีทางเลือกที่มากกว่าก็ตามที แต่ถ้าสินค้าที่เรานำมาแนะนำนั้นประสบปัญหาที่เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้นั้นก็อาจทำให้ เราไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่ไม่มีขายแล้ว และสินค้าที่ถูกเรียกคืนจากผู้ผลิต สินค้าเหล่านี้ยังคงมีรายการอยู่ใน Amazon เช่นกันเนื่องจากฐานข้อมูลที่ใหญ่ไพศาลนั้นก็ไม่อาจลบทิ้งไปได้ อีกทั้งเป็นการบ่งบอกว่าสินค้าเหล่านั้นเคยมีขายอยู่ในที่แห่งนี้ เพื่อกันปัญหาซ้ำซ้อนนั่นเองครับ
เทคนิคการสร้างรายได้ก็ใช่จะมีแค่ การเลือกสินค้าหรือ การเขียนบล็อก การทำ SEO เท่านั้นยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง ซึ่งผมก็จะจับนำเอามาเล่าสู่กันฟัง (อ่านเอานะครับ) ตามโอกาสที่มีอยู่ในแต่ละช่วงก็แล้วกันครับ เนื่องจากว่าปีนี้นั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ผมจะเน้นหนักๆ ไปในทางคุณภาพของการทำงานเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการพัฒนาแนวคิดการทำงาน และวิธีการสร้างรายได้ในรูปแบบต่างๆ ให้ได้อีกด้วย นอกจากนี้จะเข้าสู่ยุคแห่งการสร้าง “แบรนด์ (Branding)” ให้กับบล็อกของเรา รวมไปถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการขายได้อีกทางหนึ่งด้วย
การเลือกสินค้าเพื่อมาทำตลาดนั้น ในวันนี้ผมอาจขอพูดถึงเพียงภาพรวมๆ ก่อนเนื่องจากว่าต้องทำความเข้าใจกันในเบื้องต้นเสียก่อน เผื่อคนที่เพิ่งเข้ามาจะได้มองภาพรวมของการทำงานออกได้นะครับ ฉนั้นในตอนแรกนี้ผมอาจจะ เพียงแค่ชี้แนวทางในการปฏิบัติต่างๆ ในเบื้องต้นเพื่อจะได้มองเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
ข้อแนะนำในการทำงานและการเลือกสินค้า
1. ไม่ควรเลือกสินค้าที่ขายในวงแคบๆ เว้นแต่ต้องการเจาะตลาดจริงๆ โดยอาศัยหลักการลงทุนเพิ่มด้วยการจดโดเมนเฉพาะ ในกลุ่มสินค้านั้นๆ เพื่อทำตลาด เช่นกลุ่มสินค้าจำพวก Electronics ต่างๆ สินค้ากลุ่มนี้แม้จะมีการแข่งขันที่รุนแรง และค่อนข้างทำตลาดได้ยากเพราะขายได้เฉพาะใน US เท่านั้นแต่เราก็สามารถสร้างช่องทางเฉพาะได้เพื่อกำหนดเงื่อนไขตามหลักการของ SEO ที่จะได้อันดับมา โดยอาศัย Keyword ของกลุ่มสินค้ามาทำเป็นโดเมนนั่นเองครับ วิธีการดังกล่าวนี้อาจทำให้เราสามารถแข่งขันได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องอาศัยเวลาพอสมควรทีเดียว ถ้าถามผม ผมเชื่อว่าสามารถสร้างรายได้ให้เราได้ในระยะยาว แต่ต้องวางแผนการทำงานอย่างดีและขยันอดทนอย่างมาก เหมาะสำหรับมือเก่า ที่ต้องการพัฒนาฝีมือการทำงาน หรือมือใหม่ที่มีความรู้เฉพาะในสินค้ากลุ่มนี้
2. อย่าเลือกสินค้าแพงๆ มาขาย (สำหรับมือใหม่) เพราะสินค้าแพงๆ นั้นอาจทำให้เราทำตลาดได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถขายได้ เพียงแต่นานๆ จะขายได้ครั้งหนึ่งซึ่งถ้ามือใหม่ๆ ละก็อาจทำให้คุณต้องท้อใจไปเลยถ้าปรากฏว่าปีหนึ่งขายได้แค่ 2 ชิ้นแล้วหายต๋อมไปเลย ในส่วนนี้ผมแนะนำว่าควรเลือกสินค้าที่มีราคาปานกลาง หรือช่วงต่ำเอาไว้เช่นสินค้าราคาตั้งแต่ $10-$100 โดยประมาณสินค้ากลุ่มนี้จะขายได้ง่าย และโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นสินค้ายอดนิยมที่ทำตลาดได้อย่างท่วมท้น (ซึ่งทำให้ผมสร้างรายได้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้ได้)
3. ควรลงทุนจดโดเมน และเช่าโฮสติ้งเป็นของตัวเอง ดีกว่าการใช้บริการฟรีต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกออนไลน์เนื่องจากเกินการควบคุมของเรา และอาจเป็นไปได้ว่าในอนาคตนั้นเราอาจต้องเสียเวลาเปล่าเมื่อเขาทำการยกเลิกบัญชีของเราหรือ ยกเลิกการให้บริการต่างๆ ที่เคยให้มีอยู่ ฉนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ “สร้างบ้านของเราเอง” จะดีที่สุดเพราะนอกจากจะทำให้เราทำงานได้เต็มที่แล้ว ยังสามารถทำให้เราตั้งใจทำงานมากยิ่งขึ้น จงอย่าลืมว่านี่คือธุรกิจของเรา ไม่มีใครได้อะไรนอกจากเราเท่านั้น ซึ่งต้นทุนในส่วนนี้ก็ไม่ได้มากมายอะไรเพียงแค่ปีละ 1,000-3,000 บาทเท่านั้นเอง ถ้าเทียบกับความคุ้มค่าแล้วละก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก
4. ควรเลือกแนะนำสินค้าแต่พองาม อันนี้อาจฟังดูทะแม่งๆ แต่ก็เป็นเหตุผลที่ส่งผลในระยะยาวได้จริง ผมเองจะเลือกพูดถึงคุณสมบัติของสินค้าแต่พองาม และไม่ควรให้เกินความเหมาะสม เช่นการบอกว่าสินค้าลดราคา แต่สินค้าไม่ได้ลด สินค้าราคาถูกแต่สินค้ากลับราคาแพงกว่าเพื่อน หรือแม้แต่สินค้าส่งฟรีแต่สินค้านั้นไม่ได้ส่งฟรีเลย อะไรทำนองนี้ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงจริยธรรม ในการทำธุรกิจของเราลูกค้าอาจมาแค่ครั้งเดียว แล้วจะไม่มาอีกนอกจากนี้อาจถูกลูกค้าฟ้องทาง Amazon ได้ว่าเราหลอกให้เขาต้องซื้อสินค้าซึ่งทาง Amazon เองถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะนั่นส่งผลไปถึงชื่อเสียงของเขาที่สร้างมายาวนานจนเป็นที่น่าเชือถือ ฉนั้นสิ่งที่ทาง Amazon จะทำเมื่อสมาชิกละเมิดเงื่อนไขที่มีเอาไว้ก็คือการ “แบน” หรือไม่รับการเป็นสมาชิกของเราได้
5. ข้อสุดท้ายนะครับ เดี๋ยวคิดได้ยังไงผมจะมาเล่าต่อในบทความหน้าก็แล้วกันครับ ควรเลือกสินค้าที่มีคงค้างเป็นจำนวนมากในสต๊อค ไม่ควรนำสินค้าที่ทาง Amazon จะทำการโล๊ะสต๊อคแล้วเนื่องจากตกรุ่นหรือไม่มีอะไหล่ สินค้ากลุ่มนี้จะมีเหลือน้อยมากอาจแค่สัก 1-5 ชิ้นฉนั้นให้หลีกเลี่ยงการแนะนำสินค้ากลุ่มนี้โดยเด็ดขาด เพราะเราทำ SEO ตอนที่เราสามารถทำอันดับได้แล้วสินค้าอาจไม่มีขายแล้วก็เป็นได้ ฉนั้นก่อนที่จะนำสินค้านั้นๆ มาโพสให้ดูที่หน้าสินค้าด้วยครับว่า สินค้านี้เหลือกี่ชิ้นซึ่งโดยปกติทาง Amazon จะแจ้งเอาไว้เพื่อกันไม่ให้ลูกค้าสั่งของแล้วไม่ได้ (ตัวหนังสือจะขึ้นเป็นสีแดงๆ บอกว่าเหลือกี่ชิ้น)
ครับและนี่ก็เป็นขั้นตอนต่างๆ แบบคร่าวๆ ครับในการแนะนำการขายสินค้า ซึ่งผมเองก็ใช้มาจนปัจจุบัน หลายๆ ส่วนได้มีกาัรพัฒนาไปบ้างแล้วแต่บางส่วนก็ยังคงใช้อยู่ อ่อ..ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ อย่าิทิ้ง aStore เพื่อนยากของเรานะครับ ยังไงก็ให้เขายังคงอยู่เพราะนั่นอาจเป็นตัวช่วยเพิ่มยอดขายที่ดีในอนาคตของเราก็เป็นได้ครับ แม้ว่าวันนี้เขาจะทำเงินให้เราได้ไม่มากก็ตามที แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ
ขอบคุณ บล็อกการตลาด - Marketing Blog

ทำอเมซอนอยู่เหมือนกันครับ ค้นหาข้อมูลจนมาเจอบทความี้ ได้แนวทางกลับไปทำได้ดีทีเดียว