Sponsored Link

มาเช็คคะแนน SEO ของเว็บเรากัน ฟรีครับ

เคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าเต็ม 100 คะแนน เว็บของเราจะได้คะแนน SEO สักกี่คะแนน และมีอะไรที่จะแก้ไขได้บ้างเพื่อให้ได้คะแนนมากขึ้น จะได้เลื่อนตำแหน่งของเว็บเราให้สูงขึ้น ลองแวะไปที่ http://www.thailandbesthandtruck.com/modules/newbb/viewtopic.php?topic_id=52&post_id=62#forumpost62 เพียงพิมพ์ชื่อเว็บของเราที่ website URL แล้วกด generate report รอสักครู่ก็จะมีรายงานออกมาอย่างละเอียดเลยครับ ถ้าได้คะแนนสูง ยังสามารถเอา banner โชว์คะแนน SEO ไปไว้หน้าเว็บ ไว้อวดเพีือนๆได้ด้วยนะครับ

วิธีตรวจเว็บ ว่า fake หรือ real PR

วิธีตรวจเว็บ ว่า fake หรือ real PR
ทุกคนคงทราบดีว่า domain ที่มี PR สูง ๆ นั้นอาจจะมี domain ที่ปลอม PR ขึ้นมา
ผมจะไม่เอ่ยถึงวิธีการปลอม PR แต่จะมุ่งไปที่วิธีตรวจสอบเลยครับ

ถ้าหากได้อ่านจาก www.kengz.com  แล้วจะเห็นว่า PR จะมี 2 อัน
1. Real PR
2. Toolbar PR
ซึ่ง PR ที่ทุกคนเห็นและพูดถึงกันคือ Toolbar PR ซึ่งจะ export และถูก scale จาก Real PR ออกมาทุก ๆ 3 เดือน
ดังนั้นการปลอม PR ที่แนบเรียนผู้ปลอมจะกระทำก่อนที่มีการ Update Toolbar PR พอหลังจากมีการ Update Toolbar PR
แล้ว PR ที่แสดงบน web นั้นจะอยู่ไปอีก 3 เดือนทีเดียว…

ค่า PR มาจากไหน ?
คำตอบเดียวเลยครับ คือ Inbound Link ยิ่งมี Inbound Links มากเท่าไรก็จะมีค่า PR ที่ดี หากได้อ่านบทความจาก link ด้านบน
เราสามารถประมาณค่า PR กับจำนวนคร่าว ๆ ได้ประมาณนี้ครับ

PR1 ควรจะมี Link เข้าประมาณ 1 - 10 links
PR1 ควรจะมี Link เข้าประมาณ 11 - 100 links
PR1 ควรจะมี Link เข้าประมาณ 101 - 1,000 links
PR4 ควรจะมี Link เข้าประมาณ 1,001 - 10,000 links

ซึ่งขึ้นอยู่กับ PR ของ web ที่ links

ซึ่งจะเห็นได้ว่า PR จะขึ้นหนึ่งขั้นเนี่ย จำนวน Link ต้องมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า

ตรวจสอบจำนวน Link
ในการตรวจ Web ที่มีการปลอม PR ให้ตรวจสอบจำนวน Link เป็นอย่างแรกเลย เพราะจะบอกได้หมดทุกอย่าง
1. ใช้ Google ตรวจสอบ ให้พิมพ์ link:www.domain.com เพื่อตรวจว่ามี link เข้ามาเท่าไร ซึ่งธรรมชาติของ Google นั้นจะ update ช้าและลดจำนวน Results จาก link ที่มีอยู่จริง เช่น domain.com จริง ๆมี In-Links ประมาณ 5 หมื่น แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะมีแค่ 2 ร้อย
2. ใช้ Yahoo ตรวจสอบ เป็นวิธีที่แนะนำ ก่อนอื่นเข้าไปที่ yahoo แล้วพิมพ์ site:www.domain.com จะขึ้นมาบอกว่ามี In-Links เท่าไร ตรงนี้ขึ้นใกล้เคียงกับความจริงมาก

ซึ่งหากคุณเห็นปริมาณการ link ไม่กี่ร้อย แต่ PR ขึ้นประมาณ 5 - 6 นี่แปลว่าผิดปกติแล้วครับ

Google ให้ความสำคัญของ Brand ในการจัดอันดับ จริงหรือไม่

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีคนจำนวนมากสงสัยว่า Google จัดอันดับของผลการค้นหาโดยให้ความสำคัญของ Brand หรือไม่ โดยคำถามนี้ถูกถามโดย Monica, Madison, WI

 Can you verify taht Google is putting more weight on “brands” in search engine rankings? If the answer is “Yes” — what is Google’s definition of a brand? Inspired by Aaron Wall’s post:

 

ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ก็คือ – ไม่ ซะทีเดียว

Matt Cutts กล่าวว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญของ Brand แบบเฉพาะเจาะจง แต่ Google ให้ความสำคัญในหลายส่วนทั้งเรื่อง ความน่าเชื่อถือ ความมีอำนาจ ความมีชื่อเสียง คุณภาพ และรวมถึง PageRank ด้วย

มันขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้ค้นหาในลักษณะไหน ถ้าเป็นการค้นหาด้วย Brand ก็เป็นเรื่องปรกติที่ทาง Google จะนำ Brand นั้นขึ้นมาแสดงที่อันดับแรก แต่ถ้าเป็นในลักษณะการค้นทั่วไปทางเราก็ไม่ได้นำ Brand มาใช้ในการจัดอันดับแบบเฉพาะเจาะจง

ฟังๆ ดูเหมือนว่าจะไม่ แต่สำหรับผมคำว่า Brand มันก็สามารถบ่งบอกถึงส่วนประกอบต่างๆ ที่ทาง Google ใช้ในการจัดอันดับแล้ว ซึ่งมันก็คงไม่แปลกที่ Brand ดังๆ จะสามารถทำอันดับได้ดี

SEO & Marketing Blog

เมื่อเราเปรียบเทียบการทำงานทุกอย่างในปัจจุบันไม่ว่าจะงานที่เราทำ หรือแม้แต่งานออนไลน์ก็ตามที ทุกอย่างมักมาคู่กันหรือเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อกันเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้รูปแบบของงานที่เราทำนั้นเป็นไปในทิศทางที่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ หรือตรงตามความต้องการของผู้ออกแบบงานนั้นๆ

Marketing Blog มีองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยในการขับเคลื่อนความสำเร็จได้ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้ได้นั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญในการจัดการหลายหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น เนื้อหา และรูปภาพต่างๆ และแน่นอนครับส่วนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำงาน หรือการดำเนินธุรกิจในโลกออนไลน์นั้น เราคงปฏิเสธไม่ได้กับเครื่องมือค้นหาซึ่งเป็นแหล่งที่จะส่งคนเข้ามายัง Marketing Blog ของเราหรือเพื่อมาดูสินค้าภายในร้านและบล็อกของเรา ที่ผู้คนมากมายต่างรู้จักกันในชื่อว่า Search Engine นั่นเอง การได้มาซึ่งอันดับ และการได้มาซึ่งการบันทึกข้อมูลจาก Search Engine (SE) นั้นเราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นแต่มีปัญจัยต่างๆ ที่จะส่งผลให้ผลของการค้นหาต่างๆ จากลูกค้านั้นพบเจอเว็บ หรือบล็อกของเรานั่นซึงคือจุดสำคัญของการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง

 

Search Engine Optimization (SEO) คือพลังขับเคลื่อนที่ต้องอาศัยองค์ประกอบโดยรวมของเนื้อหา ภายในบล็อกหรือภายในเพจต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งการ Index และการจัดอันดับ (Ranking) ของบล็อกหรือหน้าเพจนั้นๆ ให้สามารถติดอันดับได้เมื่อมีลูกค้าหรือผู้คนค้นหาข้อมูลซึ่งตรงกับสินค้าและบริการของเรา หรือข้อมูลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรานั่นเอง

ส่วนประกอบโดยรวมเหล่านี้ได้แค่ รูปแบบของเนื้อหา คีย์เวิร์ด และการสร้างเนื้อหาที่มีความสดใหม่อยู่เสมอ รวมไปถึงความต่อเนื่องจากการทำเนื้อหาต่างๆ ในบล็อกของเราอีกด้วย เราสามารถสร้างความได้เปรียบของอันดับ (Ranking) ได้โดยไม่ยากเย็นนักถ้าเนื้อหาเหล่านั้นเราได้จัดทำขึ้นมาเอง แต่กระนั้นก็เถอะครับ ในการขายสินค้าออนไลน์นั้นเราก็จะมีเนื้อหาของข้อมูลสินค้าต่างๆ ที่ซ้ำๆ กันอยู่เสมอๆ ด้วยเหตุที่ข้อมูลสินค้าเหล่านั้นไม่ได้มีข้อแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อยนิด สิ่งเหล่านี้อาจได้รับการยกเว้นจาก Search Engine (SE) ผู้ซึ่งใช้ดุลยพินิจในการให้อันดับหรือการจัดอันดับในแต่ละเพจ หรือให้การแข่งขันเกิดความยุติธรรมสำหรับทุกๆ ฝ่ายที่ได้ทำงานอย่างหนักเหมือนๆ กัน โดยมององค์ประกอบโดยรวมที่แตกต่างกันออกไป แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำอันดับที่ต่างกันได้แล้วนั่นเอง

เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดการสร้างเนื้อหาแบบ “เนื้อหาซ้ำๆ หรือการใส่คีย์ซ้ำๆ” (Content & Keyword Spamming) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อได้เปรียบในด้านอันดับ สิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจโดยรวมเป็นอย่างมาก เพราะว่าจะทำให้ทางผู้ให้บริการ Search Engine (SE) ต่างๆ นั้นทำการแก้ไขอัลกอริทึม (Algorithm) ใหม่อยู่บ่อยๆ ทำให้การทำอันดับโดยอาศัยเนื้อหาที่ดีนั้นไม่แน่นอนเสมอไป มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยคือขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบในระยะยาวสำหรับการดำเนินธุรกิจออนไลน์เป็นอย่างมาก

จากสิ่งต่างๆ ที่ผมได้กลาวมานี้ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีทางแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงปรับปรุงครับ เพียงแต่เราต้องอาศัยความร่วมมือทางสังคมและจิตสำนึกในการสร้างเนื้อหาอย่างถูกวิธีเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในการทำงาน และสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อย่าให้เกิดเหตุการณ์ที่ว่า เมื่อเราจะได้มาซึ่งอันดับที่แน่นอนนั้นจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้ออันดับมาในลักษณะ “จ่ายค่าคลิก” (Pay Per Click (PPC)) เพราะการทำ SEO ในลักษณะนี้นั้นอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการสร้างเนื้อหา แต่อาศัยความสามารถในการจ่ายเงินมาเพื่อให้ได้มาซึ่งอันดับที่ดีกว่าก็เพียงพอแล้ว แล้วเราจะเรียนรู้การทำ SEO ไปเพื่ออะไรกัน

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาสายใยแห่งการพัฒนาด้านเนื้อหานั้น ยังมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็นึกเสียดายที่ส่วนใหญ่แล้วเราจะพบกับข้อมูลที่เป็บขยะมากกว่าข้อมูลที่ได้ประโยชน์จริงๆ ถ้าท่านไม่เชื่อลองค้นหาข้อมูลอะไรก็ได้ผ่าน Google.co.th ของเราเองโดยใช้ภาษาไทยดูซิ คุณจะพบกับเว็บที่สร้างข้อมูลเท็จอย่างมากมายก่ายกอง ซึ่งเมื่อเราเข้าไปแล้วก็ต้องผิดหวังพอสมควรว่าไม่ได้มาซึ่งข้อมูลที่แท้จริง ลองถามว่าในอนาคตที่เราเพียรพยายามพูดคุยว่าจะสร้างเนื้อหาเพื่อคนรุ่นหลังนั้น เราได้วางแผนในการสอนคนรุ่นหลังอย่างไร แล้วเขาจะได้อะไรจากการที่ได้เข้าไปเรียนรู้ข้อมูลที่ผิดๆ หรือไม่ถูกต้องตลอดเวลาเหล่านั้น แน่นอนว่าเราสร้างเขาให้มีพฤติกรรมหรือวินัยในการทำข้อมูลที่ ไม่ได้สร้างสรรค์ต่อตนเองและสังคมในอนาคตเลยแม้แต่นิดเดียวครับ

เมื่อเรามองถึงองค์ประกอบและภาพรวมของการทำ SEO กับการทำ Marketing Blog จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนั้นบ้านเรายังไม่ได้รับการพัฒนาแต่อย่างใด ยังคงสร้างรูปแบบที่เดิมๆ และยังใช้เทคนิคแบบเดิมๆ ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่ได้รับการยอมรับหรือ ไม่สามารถแข่งขันในตลาดอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้อีกแล้ว ผมอยากจะมาจุดประกายแนวคิดในการสร้างเนื้อหาเพื่อให้เกิดความสามารถ ในการแข่งขันในทางการตลาดให้ดียิ่งขึ้น สำหรับประเทศของเราทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสามารถ หรือเสถียรภาพในอนาคตสำหรับคนรุ่นหลังที่ได้เรียนรู้และสามารถพัฒนาไปสู่การแข่งขันในระดับนานาประเทศได้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยมีอินเตอร์เน็ตใช้ แต่คนไทยขาดศักยภาพในการพัฒนาด้านข้อมูล เนื้อหาผ่านโลกออนไลน์

ขอบคุณ บล๊อกการตลาด

วิธีการสำหรับการสร้างแรงจูงใจ ให้เกิดการซื้อขายในบล็อก

1. วางแผนเรื่องการนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับบล็อกของเรา
2. โพสสินค้าให้ดูดีและน่าเชื่อถือ เช่นการวางภาพ การวางเนื้อหา การใส่ Tag ของบล็อก
3. ดูว่าปัจจุบันมีโปรโมชั่นหรือไม่ ถ้ามีก็ควรจะมีอะไรบอกลูกค้าได้ว่ามีโปรโมชั่นด้วย
4. จัดข้อมูลข่าวสารเหมือนกับ Amazon เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ยอดขายของเราดีขึ้น
5. อัพเดทเนื้อหาแบบต่อเนื่องทุกวัน (อันนี้ผมเองก็ทำยังไม่ได้ดีนะครับ)
6. ศึกษาข้อมูลอื่นๆ ที่อาจช่วยให้เราขายของนั้นๆ ได้ดีขึ้น
7. แค่ติดอันดับใน Search Engine ไม่พอ
8. สร้างเครือข่ายเพิ่มเมื่อมีโอกาส
9. นำเสนอเนื้อหาสาระที่เกียวข้องบ้าง อย่าขายแต่ของอย่างเดียว
10. พยายามสร้างแบรนด์ และความน่าเชื่อถือให้กับบล็อกให้มากที่สุด

ทำ SEO ทั้งทีเลือก Web Host ให้ถูก

Web Hosting หรือผู้ให้บริการรับฝากเว็บไซต์ของเรานั้นถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ เพราะการทำ SEO โดยให้ความสำคัญเพียงเนื้อหา หรือโครงสร้างของเว็บไซต์ตามที่ผมได้เคยกล่าวไปบทก่อนหน้า อาจจะไม่สามารถทำให้อันดับของเว็บของท่านดีขึ้น หาก Web Hosting ที่อาศัยอยู่นั้นไม่มีหุ่นยนต์ที่น่ารักมาเยี่ยม

การเลือก Web Hosting กับการทำ SEO นั้นเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะมองข้าม เพราะคิดแต่ว่าจะหา Hosting ราคาถูก Unlimited ทุกรายการ แต่สำหรับผมแล้วการให้ความสำคัญในการเลือก Web Hosting ที่ส่งผลดีต่อการจัดอันดับจะเข้ามาเป็นตัวกำหนดว่าผมควรจะซื้อบริการของ Web Host เจ้านั้นหรือไม่ ลองมาดูกันว่าผมมีวิธีการเลือก Web Hosting อย่างไร

Web Hosting ที่เหมาะแก่การทำ SEO นั้นจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
1. Web Hosting นั้นจะต้องมี Uptime guarantee ที่สูง ในที่นี้ผมจะเลือกมองที่ 97% ขึ้นไปครับ เพราะจะทำให้มั่นใจได้ว่าเว็บเรานั้นจะพร้อมให้บริการแก่ผู้เยี่ยมชม และหุ่นยนต์ที่เข้ามาเก็บข้อมูลไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม
2. Web Hosting นั้นจะต้องวางเครื่อง Server ที่ Internet Data Center (IDC) ที่มี Bandwidth ขาเข้า และออกต่างประเทศมากเพียงพอกับจำนวนผู้ใช้บริการ รวมถึงหุ่นยนต์ที่วิ่งมาจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว
3. Web Hosting ดังกล่าวมี IP ให้เลือกได้หลายชุด ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำ SEO ในกรณีที่ทำเครือข่ายเว็บของตัวเอง
4. Web Hosting นั้นมีประวัติการเข้าเยี่ยมชมของหุ่นยนต์อย่างสม่ำเสมอ นั่นหมายถึงว่าหุ่นยนต์ไม่มีปัญหาในการไต่ไปตามเว็บต่างๆ ซึ่งการตรวจสอบในข้อนี้จะต้องทดลองใช้งานดูถึงจะรู้ผล

ปัจจัยข้างต้นนั้นเป็นหลักที่ผมยึดเสมอในการเลือก Web Hosting สำหรับการทำ SEO แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการเปิดทางให้ Bot ที่เข้ามานั้นสะดวก และมีอารมณ์ดีพร้อมที่จะไต่ไปยังเนื้อหาต่างๆ แต่หากเนื้อหาของเรานั้นไร้ซึ่งประโยชน์ มันก็ไม่มีค่าอะไรที่จะทำให้เว็บคุณต้องมาติดที่อันดับหนึ่งของ Search Engine …

* หุ่นยนต์ ในที่นี้คือ robot ของ Search Engine ที่ส่งมาเก็บข้อมูล

Yahoo และ Google ที่ต้องรู้ก่อนทำ SEO

การทำ SEO กับ Google และ Yahoo นั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือใหม่ที่คิดว่าการทำ SEO ขอเพียงมีลิงค์เยอะๆ จิ้มเข้าหาก็เพียงพอจะทำให้เว็บขึ้นอันดับซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว ความจริงๆแล้วการทำ SEO คือการทำความเข้าใจกับรูปแบบการจัดอันดับ ไม่มีคำว่าดวง หรือโชคในระบบแห่งนี้ ทุกสิ่งมีที่มาที่ไปเป็นเหตุเป็นผลกันหมด

 

จากประสบการณ์ตรงของผมที่ตามจีบ Search Engine ยักใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ ทำให้ได้พบอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ และเชื่อว่าหากเราเข้าใจมันก็ไม่ยากที่จะเข้ามาเล่นในสนามรบแห่งนี้ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

Google เป็นคนใจง่าย ไม่ว่าเราจะเป็นคนยังไง Google ก็มักจะเก็บเราเป็นส่วนหนึ่งในใจเขาตั้งแต่แรกพบ ต่างกับ Yahoo ที่กว่าจะรู้จักเราช่างนานเสียจริง

Yahoo มองคนที่ชื่อ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างหน้าตาห่วยแค่ไหน หากเพียงชื่อคุณมันโดนใจ Yahoo ก็มักจะลำเอียงไปหา

Google ไม่ชอบให้ใครมาว่าเขา หากคุณได้ลองเขียน blog ขึ้นมา แล้วเว็บนั้นเขียนเรื่องที่ทำให้เขาต้องเสีย เขาจะทำให้คุณหายไปจากความทรงจำ

Yahoo รักน้อยๆ แต่รักนานๆ หากรักใครแล้วมักจะไม่ค่อยปล่อยให้หายไปไหน ต่างจากพี่ Google ที่ชอบเด็กใหม่ๆ หากมีมาขอให้ได้ลอง

Google นั้นเบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรซ้ำๆ หากคุณไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง เอาแต่ทำตามชาวบ้านก็ยากที่เขาจะปลื้ม

Yahoo เข้าข้างเพื่อนตัวเองอย่างเห็นได้ชัด หากคุณเช่า Host กับเขาก็เหมือนกับมีเครื่องยนต์ที่ติดเทอร์โบ

Google แยกประเภทของทุกสิ่งออกจากกัน หากเป็น Blog ก็มักจะติดอันดับที่ดีใน Blog search ถ้าอยากเกิดต้องวางแผนให้ดี

Yahoo ยังแยกไม่ค่อยออกมว่าอันไหนคือการ spam ต่างจากกับ Google ที่เก่งกาจเรื่องการจับผิดยิ่งนัก หากจะทำก็ต้องระวังโดนบอกเลิก

Google เข้าใจได้หลายภาษา เหมือนเตรียมตัวมาเพื่อจีบชาวต่างชาติ หากคุณลองค้นหาด้วยคำว่า “บุฟเฟ่ต์” จะเห็นว่า เขาไปทำตัวหนาที่ “buffet” เช่นกัน

Google และ Yahoo มีนิสัยไม่อยู่สุข มือไม้ไต่ไปทั่วตามลิงค์ที่เห็น อันไหนที่ยอมให้เสี่ยทั้งสองเข้าไปลูบๆ จับๆ บ่อยครั้ง โอกาสที่เสี่ยจะดันให้เกิดก็มีสูง

หากมาลองเปรียบเทียบระหว่าง Search Engine อย่าง Google และ Yahoo กับมนุษย์เรา ก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป ที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง มีการเวียน ว่าย ตาย เกิด ในระบบนี้ หากเราเข้าใจทุกสิ่งที่เขาต้องการ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การทำ SEO ก็เหมือนกับการอ่อยเหยื่อให้กับ Google และ Yahoo นั่นเอง

วิธีตรวจ invalid click ของ google

1. IP Address

เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบ ถ้าคลิกต่างๆบน ads ของคุณโดนคลิกด้วย IP Address เดิมๆ และ IP Address นั้นตรงกับ IP ของ ads account ผลลัพธ์ โดนนนน!

2. Click Through Rate (CTR)

ปกติแล้ว CTRมักไม่เกิน 10% ถ้าเกิน Google จะ flag acc ของคุณเพื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิด (keep a closer eye to your account) CTR rate โดยปกติจะอยู่ในช่วง 0.5 - 10%

3. Physical Location

Google มีโปรแกรมและเทคโนโลยีที่ดีในการตรวจสอบว่า traffic มาจากที่ไหน บางคนใช้เครื่องหลายๆเครื่องจาก หลายๆ IP เพื่อหลีกเลี่ยงแต่ยังไงมันก็ไม่ปลอดภัย ดังนั้น อย่าไปคลิก ads ตัวเองใน ร้าน net cafe…. ไม่เช่นนั้น gg จะจัดการโดยไม่รู้ตัว

4. Cookies

ผู้ใช้งานตามบ้านส่วนมากไม่ได้ใช้  static IP Address สำหรับการต่อ internet. ส่วนมากจะ dis and reconnect เพื่อให้ได้ IP address ใหม่ แต่อย่าลืม GG ได้ฝัง cookie ลงในcomputer ไปแล้ว. GG สามารถตรวจสอบได้ว่าคุณใช้เครื่องเดิมรึปล่าว

5. Click Pattern 1

ถ้ามี click ที่มาในรูปแบบ กด แล้ว จาก (hit-and-run) มันน่าสงสัยแน่นอน. โดยปกติคนเราจะอ่านข้อมูลซักพักในหน้า webpage ก่อน click บน ads ที่เค้าสนใจ

6. Click Pattern 2

เอ๊ะทำไม computer เครื่องนี้ IP นี้ ช่างมีความสุขกับการ click ของ website นี้เว็บเดียวนะ แต่มันไม่เคยไปคลิก ads ของ site อื่นเลยนะ…. โดน!!

7. Click Pattern 3

แล้วก็เอ๊ะทำไมคนนั้นสามารถเข้า website นี้ได้โดยตรง แถมทำตัวดูเหมือนเป็นขยันอ่าน ขยันกดจริงๆ เทียบกับเว็บที่เข้าไปทาง search engine มันไม่ขยันเลยนินา… โดน!!

8.Other Google Services

นอกจาก Google Adsense, Google ยังมี service ให้เราเยอะแยะ อย่าคิดว่ามันปลอดภัยนะถ้าคุณยังไม่ได้ log off ads account ของคุณแล้วเสร่อกด ads ตัวเอง. Google service ก็พวก Gmail, Google Earth, Google Calendar, Google Search, Google Toolbar, Google Talk, Google Sitemap, Google Desktop, Blogger, แม้กระทั่ง Youtube (เพราะ GG ได้ซื้อมันไปแล้ว).

10.Hardware address

รู้รึไม่ว่า modem, lan card, router ทุกตัวหนะมันมี serial number คล้ายๆลายนิ้วมือนั่นแหละ มันสามารถเป็นหลักฐานได้อย่างดีสำหรับ Google

11. Search Engine Ranking

ถ้า website นั้นยังไม่ได้ index เลยแถมไม่มี link เข้าไปแต่ดันมี traffic เข้าไป.. คนจะเข้าไปเวบนั้นได้ยังไงเพื่อกด ads ซะด้วย ดังนั้น Google จะเริ่มได้กลิ่นหนูละหละ

12. Webpage design

พวกคำชวนให้ click ต่างๆ Google มีวิธีตรวจสอบโดยใช้ search engine ของเค้า รึไม่เค้ามีคนของเค้าเข้ามาเช็คเวบของคุณเลยแหละ

13. Advertisers conversion rate

Ad click ก้อด้วย ถ้ามี click จาก ads คุณ แต่มันไม่มี value ให้ผู้ลงโฆษณาเลยยยยย เวบนี้เสี่ยงละหละอันแรกคือ ระบบ Smart-Pricing hits และเป้าหมายต่อไปก้อ ads account จะโดน disable

เคล็ดลับการใช้ Google Translate (แปลภาษา) ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับเรานั้นมีมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ?การแปลภาษา?
เมื่อก่อนนั้น หากเราต้องการใช้งานเกี่ยวกับโปรแกรมการแปลภาษา จากภาษาไทย < - > ภาษาอังกฤษนั้นหาได้ยากเหลือเกิน เนื่องจากไม่ค่อยมี Software ที่จะพัฒนามาเพื่อคนไทยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ทของคนไทยไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลหรือข่าวสารนั้นมีขีดจำกัด?

(หากท่านต้องการทราบเคล็ดลับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน Google Translate เพียงอย่างเดียว ท่านสามารถข้ามไปอ่านบทความครึ่งหลังได้เลยครับ)

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อ Google ได้ทำการเปิดตัว Google Translate ในภาคของการแปล ภาษาไทย-อังกฤษ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถ แปลภาษาจากไทยเป็นอังกฤษ หรืออังกฤษเป็นไทย ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งข้อดีของ Google Translate ภาค ไทย-อังกฤษ ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น

 

1. ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะเดิมการที่จะหาโปรแกรมในการแปลภาษา ไทย-อังกฤษ (สำหรับการแปลเป็นประโยค) นั้น ส่วนมากจะเป็น Software ที่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งการมาของ Google Translate ทำให้การแปลภาษาเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงกลุ่มคนได้อีกมากมาย


2. สามารถแปลได้ทั้ง
Website หรือ ประโยคข้อความใดๆ ก็ได้ หากต้องการแปลทั้ง Website ก็เพียงแค่พิมพ์ URL ของเว็ปไซต์ที่เราต้องการแปลเท่านั้นเอง ส่วนการแปลประโยคหรือข้อความก็สามารถใช้คำสั่ง Copy + Paste แค่นั้น


3. หากท่านเป็นเจ้าของ Website ท่านสามารถนำ Code ของ Google Translate ไปวางที่ website ของท่านเพื่อให้ Website ภาษาไทยของท่านสามารถแปลภาษาได้หลากหลายภาษา

ส่วนจุดที่ยังต้องปรับปรุงก็คือ ความแม่นยำในการแปลภาษานั้นยังไม่สูงนัก เนื่องจากบางคำหรือประโยค มีคำเฉพาะ หรือคำที่มีความหมายแฝง คำศัพท์เฉพาะหรือคำแสลง โอกาสในการแปลไม่ตรงตามความต้องการของเราก็มีสูงตามไปด้วย

 

************************

หากท่านต้องการที่จะใช้ Google Translate (แปลภาษา) ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เราขอแนะนำวิธีการดังต่อไปนี้

 

1. หากต้องการแปล ประโยคยาวๆ เราขอแนะนำให้ ลองทำการแปลที่ละประโยค หรือทีละย่อหน้าก่อน?

 

2. หากต้องการแปลไทยเป็นอังกฤษ พยายามตัดคำฟุ่มเฟือยออกไป เช่นคำว่า ? จ้ะ นะ ครับ จัง? เพราะบางครั้ง Google Translate จะรวมคำเหล่านี้เข้ามาในการแปล ทำให้โอกาสในการแปลนั้นผิดพลาดสูง

 

3. อีกกรณี หากแปลไทยเป็นอังกฤษ หาคำหรือประโยคที่ออกมานั้นดูไม่ค่อยเข้าที ลองเปลี่ยนคำที่ใกล้เคียง แล้วลองเปลี่ยนดูจนได้คำที่เหมาะสม

4. หากต้องการแปลคำศัพท์หลายๆ คำ ให้ทำการพิมพ์คำที่ต้องการแปล 1 คำ ต่อ 1 บรรทัด การแปลจะให้ผลที่ดีกว่า พิมพ์หลายๆคำ ลงในบรรทัดเดียวกัน


5. อย่าลืมที่จะคำนึงถึง คำศัพท์เฉพาะ คำศัพท์ในวงการ หรือคำแสลงใดๆ ก็ตาม เพราะบางที
Google Translate อาจให้ความหมายที่ไปคนละทางเลยก็ได้


6. คำหนึ่งคำอาจมีความหมายหลากหลายรูปแบบ อย่าลืมที่จะดูคำที่
Google Translate แปลให้เพิ่ม โดยจะอยู่ใต้คำแปลหลัก เช่นคำว่า ?ลือ? จะแปลได้ว่า Propagate. แต่ก็จะมีคำอื่นที่ใกล้เคียงกันเช่น spread widely , make known , circulate , broadcast, disseminate ,propagate


7. ไม่ว่าคุณจะแปลไทยหรืออังกฤษ ให้ลองเปรียบเทียบประโยคก่อนแปลและหลังแปลดูก่อน อย่าเอาประโยคที่ได้ทำการแปลนั้นไปใช้ทันที ตรวจทานเรื่องคำดูอีกสักครั้ง ลองปรับบางคำเพื่อให้เหมาะสมกับประโยคนั้นมากที่สุดดูก่อน

แม้ใครหลายคนจะบอกว่า ?ถ้าใช้ Google Translate แปลแล้ว ไม่แปลดีกว่า? แต่ผมก็ยังนิยมชมชอบใน Google Translate อยู่ดี ผมว่ามันอยู่ที่เทคนิคการใช้งานของเรามากกว่าครับ

การแก้ไขปัญหาไวรัสลงเครื่องแบบยั่งยืน

ปัญหาใหญ่สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่พบเห็นกันเป็นอย่างมากก็คือ การหาคลิปหลุดของดาราไม่เจอ ไม่ช่าย เรื่องของ ปัญหาไวรัสลงเครื่อง ต่างหาก หลายคน (รวมทั้งตัวผมเอง) ก็เจอปัญหานี้อยู่เป็นระยะๆ จากประสบการณ์ของผมเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส ( Anti-Virus Program) ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน) รวมๆ ก็ประมาณ 7-8 ยี่ห้อแล้ว แต่ก็ยังเจอปัญหานี้อยู่ร่ำไป จนเริ่มรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ (แม้กระทั่งแอนตี้ไวรัส)

 

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาเรื่องไวรัสนี้อย่างไรดีล่ะ? วันนี้ผมจะมาบอกวิธีการป้องกันที่ง่ายจนไม่น่าเชื่อให้คุณลองเอาไปทำดูนะครับ

1. ควรทำการ update ฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมป้องกันไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณบ่อยๆ นะครับ (ไม่ว่าคุณจะได้มาฟรีหรือเสียเงินก็ตาม) เพราะการ update บ่อยๆ จะทำให้เครื่องของเรารู้จักไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ดีขึ้น จะได้ไม่เป็นกรณีเชิญโจรเข้ามานั่งเล่นในบ้านของเรานะครับ ถ้าเครื่องเราไม่ได้ต่ออินเตอร์เน็ทเป็นประจำ ก็ลองหาวิธีการ update แบบ off-line ก็ได้ครับ

 

2. ติดตั้งโปรแกรมจำพวก Disable การ Autorun ของอุปกรณ์ ตัวหนึ่งที่ผมว่าดีและฟรีก็คือ CPE17 Autorun Killer และอีกตัวก็คือ USB Security Disk (เครื่องที่ผมใช้งานอยู่ลงทั้งสองตัวนี้ครับ) โดยการทำงานคร่าวของมันก็คือ จะหยุดการ Autorun เมื่อตอนที่เราเสียบ Thumb Drive (อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB ) หรือใส่แผ่นซีดี เพราะไวรัสหลายตัวเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านช่องทางนี้

3. เมื่อติดตั้งแล้วโปรแกรม Disble Autorun แล้ว หลังจากเสียบอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB แล้ว อย่าเพิ่งเริ่มใช้งาน ให้ลองคลิ้กขวาที่เม้าส์ ที่ Drive ของ USB เสียบอยู่ เลือกใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสสแกนดูก่อนเปิด จะช่วยป้องกันการติดไวรัสได้ดีเลยทีเดียว

 

4.หลังจากดาวน์โหลดไฟล์หรือได้รับไฟล์อะไรใหม่ก็ตาม อย่าเพิ่งเปิด เสียเวลาสักนิด สแกนดูก่อน เพราะส่วนใหญ่ไฟล์ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ทมักจะแนบไวรัสไว้ด้วย (พวก Crack,Sereal Number,Keygen นี่ตัวดีเลย)

 

5. การสำรองข้อมูลหรือการใช้ System Restore ก็เป็นการป้องกันที่ดี (ถ้าใครสำรองข้อมูลด้วยการ Ghost ได้นี่ยิ่งดีใหญ่เลยครับ ผมก็ทำไว้อยู่เหมือนกัน windows มีปัญหาปุ๊ป ลง Ghost ปั๊บ กลับมาใสปิ๊งเหมือนเดิม)

 

6. ไฟล์ข้อมูลต่างๆ ไม่ควรเก็บไว้ใน ไดรว์ C: เพราะหากเกิดปัญหาอะไรก็ตามจนถึงขั้นที่ต้อง format เครื่องใหม่ ข้อมูลใน ไดรว์ C: จะหายไปทั้งหมด ถามว่ากู้กลับมาได้ไหม ตอบว่าได้ครับ แต่อาจไม่สมบูรณ์ ถ้าอย่างนั้น เก็บไว้ที่อื่นง่ายกว่าเยอะครับ

 

แค่ไม่กี่ข้อนี้ผมว่า เครื่องของคุณจะลดความเสี่ยงในเรื่องปัญหาไวรัสลงเครื่องไปได้มากโขเลยครับ ง่ายดีไช่ไหมครับ

←Older