เรื่องมันมีอยู่ว่ามีคนจำนวนมากสงสัยว่า Google จัดอันดับของผลการค้นหาโดยให้ความสำคัญของ Brand หรือไม่ โดยคำถามนี้ถูกถามโดย Monica, Madison, WI
Can you verify taht Google is putting more weight on “brands” in search engine rankings? If the answer is “Yes” — what is Google’s definition of a brand? Inspired by Aaron Wall’s post:
ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ก็คือ – ไม่ ซะทีเดียว
Matt Cutts กล่าวว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญของ Brand แบบเฉพาะเจาะจง แต่ Google ให้ความสำคัญในหลายส่วนทั้งเรื่อง ความน่าเชื่อถือ ความมีอำนาจ ความมีชื่อเสียง คุณภาพ และรวมถึง PageRank ด้วย
มันขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้ค้นหาในลักษณะไหน ถ้าเป็นการค้นหาด้วย Brand ก็เป็นเรื่องปรกติที่ทาง Google จะนำ Brand นั้นขึ้นมาแสดงที่อันดับแรก แต่ถ้าเป็นในลักษณะการค้นทั่วไปทางเราก็ไม่ได้นำ Brand มาใช้ในการจัดอันดับแบบเฉพาะเจาะจง
ฟังๆ ดูเหมือนว่าจะไม่ แต่สำหรับผมคำว่า Brand มันก็สามารถบ่งบอกถึงส่วนประกอบต่างๆ ที่ทาง Google ใช้ในการจัดอันดับแล้ว ซึ่งมันก็คงไม่แปลกที่ Brand ดังๆ จะสามารถทำอันดับได้ดี
July 2nd,2009
Seo | tags:
Brand,
google |
No Comments
เมื่อเราเปรียบเทียบการทำงานทุกอย่างในปัจจุบันไม่ว่าจะงานที่เราทำ หรือแม้แต่งานออนไลน์ก็ตามที ทุกอย่างมักมาคู่กันหรือเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อกันเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้รูปแบบของงานที่เราทำนั้นเป็นไปในทิศทางที่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ หรือตรงตามความต้องการของผู้ออกแบบงานนั้นๆ
Marketing Blog มีองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยในการขับเคลื่อนความสำเร็จได้ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้ได้นั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญในการจัดการหลายหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น เนื้อหา และรูปภาพต่างๆ และแน่นอนครับส่วนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำงาน หรือการดำเนินธุรกิจในโลกออนไลน์นั้น เราคงปฏิเสธไม่ได้กับเครื่องมือค้นหาซึ่งเป็นแหล่งที่จะส่งคนเข้ามายัง Marketing Blog ของเราหรือเพื่อมาดูสินค้าภายในร้านและบล็อกของเรา ที่ผู้คนมากมายต่างรู้จักกันในชื่อว่า Search Engine นั่นเอง การได้มาซึ่งอันดับ และการได้มาซึ่งการบันทึกข้อมูลจาก Search Engine (SE) นั้นเราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นแต่มีปัญจัยต่างๆ ที่จะส่งผลให้ผลของการค้นหาต่างๆ จากลูกค้านั้นพบเจอเว็บ หรือบล็อกของเรานั่นซึงคือจุดสำคัญของการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง
Search Engine Optimization (SEO) คือพลังขับเคลื่อนที่ต้องอาศัยองค์ประกอบโดยรวมของเนื้อหา ภายในบล็อกหรือภายในเพจต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งการ Index และการจัดอันดับ (Ranking) ของบล็อกหรือหน้าเพจนั้นๆ ให้สามารถติดอันดับได้เมื่อมีลูกค้าหรือผู้คนค้นหาข้อมูลซึ่งตรงกับสินค้าและบริการของเรา หรือข้อมูลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรานั่นเอง
ส่วนประกอบโดยรวมเหล่านี้ได้แค่ รูปแบบของเนื้อหา คีย์เวิร์ด และการสร้างเนื้อหาที่มีความสดใหม่อยู่เสมอ รวมไปถึงความต่อเนื่องจากการทำเนื้อหาต่างๆ ในบล็อกของเราอีกด้วย เราสามารถสร้างความได้เปรียบของอันดับ (Ranking) ได้โดยไม่ยากเย็นนักถ้าเนื้อหาเหล่านั้นเราได้จัดทำขึ้นมาเอง แต่กระนั้นก็เถอะครับ ในการขายสินค้าออนไลน์นั้นเราก็จะมีเนื้อหาของข้อมูลสินค้าต่างๆ ที่ซ้ำๆ กันอยู่เสมอๆ ด้วยเหตุที่ข้อมูลสินค้าเหล่านั้นไม่ได้มีข้อแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อยนิด สิ่งเหล่านี้อาจได้รับการยกเว้นจาก Search Engine (SE) ผู้ซึ่งใช้ดุลยพินิจในการให้อันดับหรือการจัดอันดับในแต่ละเพจ หรือให้การแข่งขันเกิดความยุติธรรมสำหรับทุกๆ ฝ่ายที่ได้ทำงานอย่างหนักเหมือนๆ กัน โดยมององค์ประกอบโดยรวมที่แตกต่างกันออกไป แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำอันดับที่ต่างกันได้แล้วนั่นเอง
เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดการสร้างเนื้อหาแบบ “เนื้อหาซ้ำๆ หรือการใส่คีย์ซ้ำๆ” (Content & Keyword Spamming) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อได้เปรียบในด้านอันดับ สิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจโดยรวมเป็นอย่างมาก เพราะว่าจะทำให้ทางผู้ให้บริการ Search Engine (SE) ต่างๆ นั้นทำการแก้ไขอัลกอริทึม (Algorithm) ใหม่อยู่บ่อยๆ ทำให้การทำอันดับโดยอาศัยเนื้อหาที่ดีนั้นไม่แน่นอนเสมอไป มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยคือขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบในระยะยาวสำหรับการดำเนินธุรกิจออนไลน์เป็นอย่างมาก
จากสิ่งต่างๆ ที่ผมได้กลาวมานี้ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีทางแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงปรับปรุงครับ เพียงแต่เราต้องอาศัยความร่วมมือทางสังคมและจิตสำนึกในการสร้างเนื้อหาอย่างถูกวิธีเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในการทำงาน และสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อย่าให้เกิดเหตุการณ์ที่ว่า เมื่อเราจะได้มาซึ่งอันดับที่แน่นอนนั้นจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้ออันดับมาในลักษณะ “จ่ายค่าคลิก” (Pay Per Click (PPC)) เพราะการทำ SEO ในลักษณะนี้นั้นอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการสร้างเนื้อหา แต่อาศัยความสามารถในการจ่ายเงินมาเพื่อให้ได้มาซึ่งอันดับที่ดีกว่าก็เพียงพอแล้ว แล้วเราจะเรียนรู้การทำ SEO ไปเพื่ออะไรกัน
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาสายใยแห่งการพัฒนาด้านเนื้อหานั้น ยังมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็นึกเสียดายที่ส่วนใหญ่แล้วเราจะพบกับข้อมูลที่เป็บขยะมากกว่าข้อมูลที่ได้ประโยชน์จริงๆ ถ้าท่านไม่เชื่อลองค้นหาข้อมูลอะไรก็ได้ผ่าน Google.co.th ของเราเองโดยใช้ภาษาไทยดูซิ คุณจะพบกับเว็บที่สร้างข้อมูลเท็จอย่างมากมายก่ายกอง ซึ่งเมื่อเราเข้าไปแล้วก็ต้องผิดหวังพอสมควรว่าไม่ได้มาซึ่งข้อมูลที่แท้จริง ลองถามว่าในอนาคตที่เราเพียรพยายามพูดคุยว่าจะสร้างเนื้อหาเพื่อคนรุ่นหลังนั้น เราได้วางแผนในการสอนคนรุ่นหลังอย่างไร แล้วเขาจะได้อะไรจากการที่ได้เข้าไปเรียนรู้ข้อมูลที่ผิดๆ หรือไม่ถูกต้องตลอดเวลาเหล่านั้น แน่นอนว่าเราสร้างเขาให้มีพฤติกรรมหรือวินัยในการทำข้อมูลที่ ไม่ได้สร้างสรรค์ต่อตนเองและสังคมในอนาคตเลยแม้แต่นิดเดียวครับ
เมื่อเรามองถึงองค์ประกอบและภาพรวมของการทำ SEO กับการทำ Marketing Blog จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนั้นบ้านเรายังไม่ได้รับการพัฒนาแต่อย่างใด ยังคงสร้างรูปแบบที่เดิมๆ และยังใช้เทคนิคแบบเดิมๆ ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่ได้รับการยอมรับหรือ ไม่สามารถแข่งขันในตลาดอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้อีกแล้ว ผมอยากจะมาจุดประกายแนวคิดในการสร้างเนื้อหาเพื่อให้เกิดความสามารถ ในการแข่งขันในทางการตลาดให้ดียิ่งขึ้น สำหรับประเทศของเราทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสามารถ หรือเสถียรภาพในอนาคตสำหรับคนรุ่นหลังที่ได้เรียนรู้และสามารถพัฒนาไปสู่การแข่งขันในระดับนานาประเทศได้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยมีอินเตอร์เน็ตใช้ แต่คนไทยขาดศักยภาพในการพัฒนาด้านข้อมูล เนื้อหาผ่านโลกออนไลน์
ขอบคุณ บล๊อกการตลาด
1. วางแผนเรื่องการนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับบล็อกของเรา
2. โพสสินค้าให้ดูดีและน่าเชื่อถือ เช่นการวางภาพ การวางเนื้อหา การใส่ Tag ของบล็อก
3. ดูว่าปัจจุบันมีโปรโมชั่นหรือไม่ ถ้ามีก็ควรจะมีอะไรบอกลูกค้าได้ว่ามีโปรโมชั่นด้วย
4. จัดข้อมูลข่าวสารเหมือนกับ Amazon เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ยอดขายของเราดีขึ้น
5. อัพเดทเนื้อหาแบบต่อเนื่องทุกวัน (อันนี้ผมเองก็ทำยังไม่ได้ดีนะครับ)
6. ศึกษาข้อมูลอื่นๆ ที่อาจช่วยให้เราขายของนั้นๆ ได้ดีขึ้น
7. แค่ติดอันดับใน Search Engine ไม่พอ
8. สร้างเครือข่ายเพิ่มเมื่อมีโอกาส
9. นำเสนอเนื้อหาสาระที่เกียวข้องบ้าง อย่าขายแต่ของอย่างเดียว
10. พยายามสร้างแบรนด์ และความน่าเชื่อถือให้กับบล็อกให้มากที่สุด
Web Hosting หรือผู้ให้บริการรับฝากเว็บไซต์ของเรานั้นถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ เพราะการทำ SEO โดยให้ความสำคัญเพียงเนื้อหา หรือโครงสร้างของเว็บไซต์ตามที่ผมได้เคยกล่าวไปบทก่อนหน้า อาจจะไม่สามารถทำให้อันดับของเว็บของท่านดีขึ้น หาก Web Hosting ที่อาศัยอยู่นั้นไม่มีหุ่นยนต์ที่น่ารักมาเยี่ยม
การเลือก Web Hosting กับการทำ SEO นั้นเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะมองข้าม เพราะคิดแต่ว่าจะหา Hosting ราคาถูก Unlimited ทุกรายการ แต่สำหรับผมแล้วการให้ความสำคัญในการเลือก Web Hosting ที่ส่งผลดีต่อการจัดอันดับจะเข้ามาเป็นตัวกำหนดว่าผมควรจะซื้อบริการของ Web Host เจ้านั้นหรือไม่ ลองมาดูกันว่าผมมีวิธีการเลือก Web Hosting อย่างไร
Web Hosting ที่เหมาะแก่การทำ SEO นั้นจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
1. Web Hosting นั้นจะต้องมี Uptime guarantee ที่สูง ในที่นี้ผมจะเลือกมองที่ 97% ขึ้นไปครับ เพราะจะทำให้มั่นใจได้ว่าเว็บเรานั้นจะพร้อมให้บริการแก่ผู้เยี่ยมชม และหุ่นยนต์ที่เข้ามาเก็บข้อมูลไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม
2. Web Hosting นั้นจะต้องวางเครื่อง Server ที่ Internet Data Center (IDC) ที่มี Bandwidth ขาเข้า และออกต่างประเทศมากเพียงพอกับจำนวนผู้ใช้บริการ รวมถึงหุ่นยนต์ที่วิ่งมาจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว
3. Web Hosting ดังกล่าวมี IP ให้เลือกได้หลายชุด ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำ SEO ในกรณีที่ทำเครือข่ายเว็บของตัวเอง
4. Web Hosting นั้นมีประวัติการเข้าเยี่ยมชมของหุ่นยนต์อย่างสม่ำเสมอ นั่นหมายถึงว่าหุ่นยนต์ไม่มีปัญหาในการไต่ไปตามเว็บต่างๆ ซึ่งการตรวจสอบในข้อนี้จะต้องทดลองใช้งานดูถึงจะรู้ผล
ปัจจัยข้างต้นนั้นเป็นหลักที่ผมยึดเสมอในการเลือก Web Hosting สำหรับการทำ SEO แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการเปิดทางให้ Bot ที่เข้ามานั้นสะดวก และมีอารมณ์ดีพร้อมที่จะไต่ไปยังเนื้อหาต่างๆ แต่หากเนื้อหาของเรานั้นไร้ซึ่งประโยชน์ มันก็ไม่มีค่าอะไรที่จะทำให้เว็บคุณต้องมาติดที่อันดับหนึ่งของ Search Engine …
* หุ่นยนต์ ในที่นี้คือ robot ของ Search Engine ที่ส่งมาเก็บข้อมูล
การทำ SEO กับ Google และ Yahoo นั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือใหม่ที่คิดว่าการทำ SEO ขอเพียงมีลิงค์เยอะๆ จิ้มเข้าหาก็เพียงพอจะทำให้เว็บขึ้นอันดับซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว ความจริงๆแล้วการทำ SEO คือการทำความเข้าใจกับรูปแบบการจัดอันดับ ไม่มีคำว่าดวง หรือโชคในระบบแห่งนี้ ทุกสิ่งมีที่มาที่ไปเป็นเหตุเป็นผลกันหมด
จากประสบการณ์ตรงของผมที่ตามจีบ Search Engine ยักใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ ทำให้ได้พบอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ และเชื่อว่าหากเราเข้าใจมันก็ไม่ยากที่จะเข้ามาเล่นในสนามรบแห่งนี้ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
Google เป็นคนใจง่าย ไม่ว่าเราจะเป็นคนยังไง Google ก็มักจะเก็บเราเป็นส่วนหนึ่งในใจเขาตั้งแต่แรกพบ ต่างกับ Yahoo ที่กว่าจะรู้จักเราช่างนานเสียจริง
Yahoo มองคนที่ชื่อ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างหน้าตาห่วยแค่ไหน หากเพียงชื่อคุณมันโดนใจ Yahoo ก็มักจะลำเอียงไปหา
Google ไม่ชอบให้ใครมาว่าเขา หากคุณได้ลองเขียน blog ขึ้นมา แล้วเว็บนั้นเขียนเรื่องที่ทำให้เขาต้องเสีย เขาจะทำให้คุณหายไปจากความทรงจำ
Yahoo รักน้อยๆ แต่รักนานๆ หากรักใครแล้วมักจะไม่ค่อยปล่อยให้หายไปไหน ต่างจากพี่ Google ที่ชอบเด็กใหม่ๆ หากมีมาขอให้ได้ลอง
Google นั้นเบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรซ้ำๆ หากคุณไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง เอาแต่ทำตามชาวบ้านก็ยากที่เขาจะปลื้ม
Yahoo เข้าข้างเพื่อนตัวเองอย่างเห็นได้ชัด หากคุณเช่า Host กับเขาก็เหมือนกับมีเครื่องยนต์ที่ติดเทอร์โบ
Google แยกประเภทของทุกสิ่งออกจากกัน หากเป็น Blog ก็มักจะติดอันดับที่ดีใน Blog search ถ้าอยากเกิดต้องวางแผนให้ดี
Yahoo ยังแยกไม่ค่อยออกมว่าอันไหนคือการ spam ต่างจากกับ Google ที่เก่งกาจเรื่องการจับผิดยิ่งนัก หากจะทำก็ต้องระวังโดนบอกเลิก
Google เข้าใจได้หลายภาษา เหมือนเตรียมตัวมาเพื่อจีบชาวต่างชาติ หากคุณลองค้นหาด้วยคำว่า “บุฟเฟ่ต์” จะเห็นว่า เขาไปทำตัวหนาที่ “buffet” เช่นกัน
Google และ Yahoo มีนิสัยไม่อยู่สุข มือไม้ไต่ไปทั่วตามลิงค์ที่เห็น อันไหนที่ยอมให้เสี่ยทั้งสองเข้าไปลูบๆ จับๆ บ่อยครั้ง โอกาสที่เสี่ยจะดันให้เกิดก็มีสูง
หากมาลองเปรียบเทียบระหว่าง Search Engine อย่าง Google และ Yahoo กับมนุษย์เรา ก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป ที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง มีการเวียน ว่าย ตาย เกิด ในระบบนี้ หากเราเข้าใจทุกสิ่งที่เขาต้องการ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การทำ SEO ก็เหมือนกับการอ่อยเหยื่อให้กับ Google และ Yahoo นั่นเอง
1. IP Address
เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบ ถ้าคลิกต่างๆบน ads ของคุณโดนคลิกด้วย IP Address เดิมๆ และ IP Address นั้นตรงกับ IP ของ ads account ผลลัพธ์ โดนนนน!
2. Click Through Rate (CTR)
ปกติแล้ว CTRมักไม่เกิน 10% ถ้าเกิน Google จะ flag acc ของคุณเพื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิด (keep a closer eye to your account) CTR rate โดยปกติจะอยู่ในช่วง 0.5 - 10%
3. Physical Location
Google มีโปรแกรมและเทคโนโลยีที่ดีในการตรวจสอบว่า traffic มาจากที่ไหน บางคนใช้เครื่องหลายๆเครื่องจาก หลายๆ IP เพื่อหลีกเลี่ยงแต่ยังไงมันก็ไม่ปลอดภัย ดังนั้น อย่าไปคลิก ads ตัวเองใน ร้าน net cafe…. ไม่เช่นนั้น gg จะจัดการโดยไม่รู้ตัว
4. Cookies
ผู้ใช้งานตามบ้านส่วนมากไม่ได้ใช้ static IP Address สำหรับการต่อ internet. ส่วนมากจะ dis and reconnect เพื่อให้ได้ IP address ใหม่ แต่อย่าลืม GG ได้ฝัง cookie ลงในcomputer ไปแล้ว. GG สามารถตรวจสอบได้ว่าคุณใช้เครื่องเดิมรึปล่าว
5. Click Pattern 1
ถ้ามี click ที่มาในรูปแบบ กด แล้ว จาก (hit-and-run) มันน่าสงสัยแน่นอน. โดยปกติคนเราจะอ่านข้อมูลซักพักในหน้า webpage ก่อน click บน ads ที่เค้าสนใจ
6. Click Pattern 2
เอ๊ะทำไม computer เครื่องนี้ IP นี้ ช่างมีความสุขกับการ click ของ website นี้เว็บเดียวนะ แต่มันไม่เคยไปคลิก ads ของ site อื่นเลยนะ…. โดน!!
7. Click Pattern 3
แล้วก็เอ๊ะทำไมคนนั้นสามารถเข้า website นี้ได้โดยตรง แถมทำตัวดูเหมือนเป็นขยันอ่าน ขยันกดจริงๆ เทียบกับเว็บที่เข้าไปทาง search engine มันไม่ขยันเลยนินา… โดน!!
8.Other Google Services
นอกจาก Google Adsense, Google ยังมี service ให้เราเยอะแยะ อย่าคิดว่ามันปลอดภัยนะถ้าคุณยังไม่ได้ log off ads account ของคุณแล้วเสร่อกด ads ตัวเอง. Google service ก็พวก Gmail, Google Earth, Google Calendar, Google Search, Google Toolbar, Google Talk, Google Sitemap, Google Desktop, Blogger, แม้กระทั่ง Youtube (เพราะ GG ได้ซื้อมันไปแล้ว).
10.Hardware address
รู้รึไม่ว่า modem, lan card, router ทุกตัวหนะมันมี serial number คล้ายๆลายนิ้วมือนั่นแหละ มันสามารถเป็นหลักฐานได้อย่างดีสำหรับ Google
11. Search Engine Ranking
ถ้า website นั้นยังไม่ได้ index เลยแถมไม่มี link เข้าไปแต่ดันมี traffic เข้าไป.. คนจะเข้าไปเวบนั้นได้ยังไงเพื่อกด ads ซะด้วย ดังนั้น Google จะเริ่มได้กลิ่นหนูละหละ
12. Webpage design
พวกคำชวนให้ click ต่างๆ Google มีวิธีตรวจสอบโดยใช้ search engine ของเค้า รึไม่เค้ามีคนของเค้าเข้ามาเช็คเวบของคุณเลยแหละ
13. Advertisers conversion rate
Ad click ก้อด้วย ถ้ามี click จาก ads คุณ แต่มันไม่มี value ให้ผู้ลงโฆษณาเลยยยยย เวบนี้เสี่ยงละหละอันแรกคือ ระบบ Smart-Pricing hits และเป้าหมายต่อไปก้อ ads account จะโดน disable
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับเรานั้นมีมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ?การแปลภาษา?
เมื่อก่อนนั้น หากเราต้องการใช้งานเกี่ยวกับโปรแกรมการแปลภาษา จากภาษาไทย < - > ภาษาอังกฤษนั้นหาได้ยากเหลือเกิน เนื่องจากไม่ค่อยมี Software ที่จะพัฒนามาเพื่อคนไทยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ทของคนไทยไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลหรือข่าวสารนั้นมีขีดจำกัด?
(หากท่านต้องการทราบเคล็ดลับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน Google Translate เพียงอย่างเดียว ท่านสามารถข้ามไปอ่านบทความครึ่งหลังได้เลยครับ)
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อ Google ได้ทำการเปิดตัว Google Translate ในภาคของการแปล ภาษาไทย-อังกฤษ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถ แปลภาษาจากไทยเป็นอังกฤษ หรืออังกฤษเป็นไทย ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งข้อดีของ Google Translate ภาค ไทย-อังกฤษ ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น
1. ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะเดิมการที่จะหาโปรแกรมในการแปลภาษา ไทย-อังกฤษ (สำหรับการแปลเป็นประโยค) นั้น ส่วนมากจะเป็น Software ที่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งการมาของ Google Translate ทำให้การแปลภาษาเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงกลุ่มคนได้อีกมากมาย
2. สามารถแปลได้ทั้ง Website หรือ ประโยคข้อความใดๆ ก็ได้ หากต้องการแปลทั้ง Website ก็เพียงแค่พิมพ์ URL ของเว็ปไซต์ที่เราต้องการแปลเท่านั้นเอง ส่วนการแปลประโยคหรือข้อความก็สามารถใช้คำสั่ง Copy + Paste แค่นั้น
3. หากท่านเป็นเจ้าของ Website ท่านสามารถนำ Code ของ Google Translate ไปวางที่ website ของท่านเพื่อให้ Website ภาษาไทยของท่านสามารถแปลภาษาได้หลากหลายภาษา
ส่วนจุดที่ยังต้องปรับปรุงก็คือ ความแม่นยำในการแปลภาษานั้นยังไม่สูงนัก เนื่องจากบางคำหรือประโยค มีคำเฉพาะ หรือคำที่มีความหมายแฝง คำศัพท์เฉพาะหรือคำแสลง โอกาสในการแปลไม่ตรงตามความต้องการของเราก็มีสูงตามไปด้วย
************************
หากท่านต้องการที่จะใช้ Google Translate (แปลภาษา) ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เราขอแนะนำวิธีการดังต่อไปนี้
1. หากต้องการแปล ประโยคยาวๆ เราขอแนะนำให้ ลองทำการแปลที่ละประโยค หรือทีละย่อหน้าก่อน?
2. หากต้องการแปลไทยเป็นอังกฤษ พยายามตัดคำฟุ่มเฟือยออกไป เช่นคำว่า ? จ้ะ นะ ครับ จัง? เพราะบางครั้ง Google Translate จะรวมคำเหล่านี้เข้ามาในการแปล ทำให้โอกาสในการแปลนั้นผิดพลาดสูง
3. อีกกรณี หากแปลไทยเป็นอังกฤษ หาคำหรือประโยคที่ออกมานั้นดูไม่ค่อยเข้าที ลองเปลี่ยนคำที่ใกล้เคียง แล้วลองเปลี่ยนดูจนได้คำที่เหมาะสม
4. หากต้องการแปลคำศัพท์หลายๆ คำ ให้ทำการพิมพ์คำที่ต้องการแปล 1 คำ ต่อ 1 บรรทัด การแปลจะให้ผลที่ดีกว่า พิมพ์หลายๆคำ ลงในบรรทัดเดียวกัน
5. อย่าลืมที่จะคำนึงถึง คำศัพท์เฉพาะ คำศัพท์ในวงการ หรือคำแสลงใดๆ ก็ตาม เพราะบางที Google Translate อาจให้ความหมายที่ไปคนละทางเลยก็ได้
6. คำหนึ่งคำอาจมีความหมายหลากหลายรูปแบบ อย่าลืมที่จะดูคำที่ Google Translate แปลให้เพิ่ม โดยจะอยู่ใต้คำแปลหลัก เช่นคำว่า ?ลือ? จะแปลได้ว่า Propagate. แต่ก็จะมีคำอื่นที่ใกล้เคียงกันเช่น spread widely , make known , circulate , broadcast, disseminate ,propagate
7. ไม่ว่าคุณจะแปลไทยหรืออังกฤษ ให้ลองเปรียบเทียบประโยคก่อนแปลและหลังแปลดูก่อน อย่าเอาประโยคที่ได้ทำการแปลนั้นไปใช้ทันที ตรวจทานเรื่องคำดูอีกสักครั้ง ลองปรับบางคำเพื่อให้เหมาะสมกับประโยคนั้นมากที่สุดดูก่อน
แม้ใครหลายคนจะบอกว่า ?ถ้าใช้ Google Translate แปลแล้ว ไม่แปลดีกว่า? แต่ผมก็ยังนิยมชมชอบใน Google Translate อยู่ดี ผมว่ามันอยู่ที่เทคนิคการใช้งานของเรามากกว่าครับ
ปัญหาใหญ่สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่พบเห็นกันเป็นอย่างมากก็คือ “การหาคลิปหลุดของดาราไม่เจอ” ไม่ช่าย เรื่องของ “ปัญหาไวรัสลงเครื่อง” ต่างหาก หลายคน (รวมทั้งตัวผมเอง) ก็เจอปัญหานี้อยู่เป็นระยะๆ จากประสบการณ์ของผมเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส ( Anti-Virus Program) ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน) รวมๆ ก็ประมาณ 7-8 ยี่ห้อแล้ว แต่ก็ยังเจอปัญหานี้อยู่ร่ำไป จนเริ่มรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ (แม้กระทั่งแอนตี้ไวรัส)
แล้วเราจะแก้ไขปัญหาเรื่องไวรัสนี้อย่างไรดีล่ะ? วันนี้ผมจะมาบอกวิธีการป้องกันที่ง่ายจนไม่น่าเชื่อให้คุณลองเอาไปทำดูนะครับ
1. ควรทำการ update ฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมป้องกันไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณบ่อยๆ นะครับ (ไม่ว่าคุณจะได้มาฟรีหรือเสียเงินก็ตาม) เพราะการ update บ่อยๆ จะทำให้เครื่องของเรารู้จักไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ดีขึ้น จะได้ไม่เป็นกรณีเชิญโจรเข้ามานั่งเล่นในบ้านของเรานะครับ ถ้าเครื่องเราไม่ได้ต่ออินเตอร์เน็ทเป็นประจำ ก็ลองหาวิธีการ update แบบ off-line ก็ได้ครับ
2. ติดตั้งโปรแกรมจำพวก Disable การ Autorun ของอุปกรณ์ ตัวหนึ่งที่ผมว่าดีและฟรีก็คือ CPE17 Autorun Killer และอีกตัวก็คือ USB Security Disk (เครื่องที่ผมใช้งานอยู่ลงทั้งสองตัวนี้ครับ) โดยการทำงานคร่าวของมันก็คือ “จะหยุดการ Autorun เมื่อตอนที่เราเสียบ Thumb Drive (อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB ) หรือใส่แผ่นซีดี” เพราะไวรัสหลายตัวเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านช่องทางนี้
3. เมื่อติดตั้งแล้วโปรแกรม Disble Autorun แล้ว หลังจากเสียบอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB แล้ว อย่าเพิ่งเริ่มใช้งาน ให้ลองคลิ้กขวาที่เม้าส์ ที่ Drive ของ USB เสียบอยู่ เลือกใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสสแกนดูก่อนเปิด จะช่วยป้องกันการติดไวรัสได้ดีเลยทีเดียว
4.หลังจากดาวน์โหลดไฟล์หรือได้รับไฟล์อะไรใหม่ก็ตาม อย่าเพิ่งเปิด เสียเวลาสักนิด สแกนดูก่อน เพราะส่วนใหญ่ไฟล์ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ทมักจะแนบไวรัสไว้ด้วย (พวก Crack,Sereal Number,Keygen นี่ตัวดีเลย)
5. การสำรองข้อมูลหรือการใช้ System Restore ก็เป็นการป้องกันที่ดี (ถ้าใครสำรองข้อมูลด้วยการ Ghost ได้นี่ยิ่งดีใหญ่เลยครับ ผมก็ทำไว้อยู่เหมือนกัน windows มีปัญหาปุ๊ป ลง Ghost ปั๊บ กลับมาใสปิ๊งเหมือนเดิม)
6. ไฟล์ข้อมูลต่างๆ ไม่ควรเก็บไว้ใน ไดรว์ C: เพราะหากเกิดปัญหาอะไรก็ตามจนถึงขั้นที่ต้อง format เครื่องใหม่ ข้อมูลใน ไดรว์ C: จะหายไปทั้งหมด ถามว่ากู้กลับมาได้ไหม ตอบว่าได้ครับ แต่อาจไม่สมบูรณ์ ถ้าอย่างนั้น เก็บไว้ที่อื่นง่ายกว่าเยอะครับ
แค่ไม่กี่ข้อนี้ผมว่า เครื่องของคุณจะลดความเสี่ยงในเรื่องปัญหาไวรัสลงเครื่องไปได้มากโขเลยครับ ง่ายดีไช่ไหมครับ
สวัสดียามเช้าของวันใหม่ กับความรู้สึกสดใสในฤดูที่ร้อนๆ ตอนเช้าอันที่จริงนี่ผมว่าการที่เราได้อยู่ในป่าเขา ก็ทำให้ได้รับอากาศที่สดชื่นดีทีเดียว ก็แอบดีใจนิดๆ สำหรับคนที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวตามป่าเขานะครับ ส่วนท่านที่ยังไม่ค่อยได้ไปก็เร็วๆ คงได้มีโอกาสกันนะครับ
วันนี้ผมก็มีเรื่องราวที่จะมาเล่าสู่กันฟัง เกี่ยวกับการสร้างรายได้ของหลายๆ ท่านซึ่งบางท่านก็ประสบความสำเร็จไปแล้ว แต่บางท่านก็ยัง วังน้ำวน อยู่ยังไงก็ลองตั้งสติให้ดีดี แล้วมานั่งทำงานอย่างจริงจัง แบบมีคุณภาพกันสักนิดก็ดีนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาเปล่าๆ ไป จากที่ผมได้ทดสอบและทำการสำรวจเกี่ยวกับการสร้างรายได้ของ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆ ท่านที่ทำเงินเข้ากระเป๋าได้กับที่ทำเงินเข้ากระเป๋าไม่ได้นั้น มีอยู่สองสามอย่างที่ผมพบความแตกต่างกันนะครับ ซึ่งผมจะขอเล่าทีละอย่างก็แล้วกันจะได้ไม่ทำให้สับสนนะครับเอาเป็นว่าเริ่มจากกลุ่มแรกกันเลยครับ
กลุ่มที่ยังไม่สามารถทำเงินได้โดยอาศัยโพสด้วยมือ (แต่ทำมานานมาก)
ต้องยอมรับว่ากลุ่มนี้อึดเหลือกินจริงๆ ครับ (ผมขอเป็นกำลังใจให้เต็มที่เลยครับ) แต่ทำไมจึงยังไม่สามารถทำเงินได้ หรือยังขายของไม่ได้ หรือได้แต่น้อยมาก จากการวิเคราะห์ของผมก็คือว่า อาจเดินผิดเส้นทางหรือไม่ก็ทำงานไม่มีคุณภาพ (อันนี้เรื่องจริงนะครับ ถ้าไม่ถูกใจใครก็ขออภัย) เช่นการโพสข้อมูลสินค้าต่างๆ นั้นมีการโพสแบบไม่ค่อยได้อ่าน หรือไม่ค่อยได้สนใจมากนัก มีเพียงอย่างเดียวคือโพสๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ ดีมากๆ เลยครับเพราะคนกลุ่มนี้มีข้อมูลเป็นกองภูเขาเลยหละ แต่ขาดการพัฒนาข้อมูลที่มีอยู่นั้นให้เกิดมูลค่า เช่นขาดการวิเคราะห์ เอาใจใส่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้ดู State Stat ที่มีอยู่ ไม่รู้ว่าอันดับเราติดอันไหน ไม่รู้ว่าึคีย์เวิร์ดอะไรติดอันดับ และอีกสารพัด ที่ผมเองก็บรรยายไม่หมดนะครับ
วิธีแก้สำหรับคนกลุ่มนี้ก็คือ
หยุดโพสสักพัก แล้วมานั่งวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ แล้วเริ่มพัฒนาข้อมูล เช่นอาจมีการปรับปรุงเนื้อหาที่มีอยู่สักเล็กน้อยเพื่อให้สามารถทำอันดับได้ หรืออาจมีการ Optimization Content Content Optimization สักนิดเพื่อให้อันดับนั้นๆ ดีขึ้นโดยดูจากเนื้อหาเดิมแล้วเริ่มปรับปรุงเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น อาจใช้เวลาในช่วงนี้สักระยะ แล้วก็นำเอา Product Link มาติดในเนื้อหาด้วยก็จะเป็นการดี เพราะจากที่สังเกตุบางท่านใช้วิธีการลิงค์ไปเพียงอย่างเดียว เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจะเล่าให้ทราบกันในตอนท้ายนะครับ เมื่อทำอย่างนี้แล้วน่าจะเริ่มมีปริมาณการค้นหาจาก Search Engine เข้ามามากขึ้น และตรงหลักการมากขึ้น สินค้าที่เราทำเอาไว้เยอะๆ นี้ก็จะเริ่มทำเงินเข้ามาครับ อ่ออีกนิดนะครับ อย่าลืมปรับปรุงธีมของบล็อกเราให้ดูดี เรียบๆ ให้เป็นที่หน้าเชื่อถือด้วยนะครับรับรองว่ายอดขายจะเริ่มวิ่งเลยทีเดียวครับ
กลุ่มที่อาศัยเครื่องมือสนับสนุน (โพสเยอะ)
ต้องยอมรับครับว่า กลุ่มนี้ทำงานได้อย่างเต็มพิกัด แต่ไร้วี่แววของยอดขาย บางท่านทำมาแล้วเป็นหมื่นๆ หน้าเพจ แต่ขายได้นิดๆ หน่อยๆ หรือบางท่านขายอะไรไม่เคยได้เลย สำหรับเรื่องนี้ผมเองอาจไม่ขอแสดงความคิดเห็นมากนักเนื่องจากว่า เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้มักมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แต่จากที่ผมสังเกตุแล้วละก้อ ข้อเสียจะเยอะกว่าข้อดีอย่างแน่นอนครับ
วิธีแก้นะครับ
ให้เปลี่ยนจากการใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาโพสด้วยมือตัวเองครับ เพราะจะสามารถ Content Optimization ได้ในอนาคต และยังสามารถปรับรูปแบบเนื้อหาได้ตามการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ที่สำคัญจะทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น และอาจทำเงินได้มากในเวลาอันสั้นเนื่องจากมีเนื้อหาเดิมเยอะ แต่ก็ต้องใช้เวลาใ้นการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาพอสมควรเลยทีเดียว ลองปรับดูแล้วจะรู้ข้อแตกต่างที่ชัดเจนครับ
กลุ่มที่ทำเงินได้และเริ่มเข้าสู่ความสำเร็จ
ต้องขอแสดงความยินดีกับคนกลุ่มนี้เป็นอย่างมากครับ ทุกอย่างที่คุณได้ทำไปนั้นตอนนี้ได้ตอบสนองคุณแล้วครับ คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะโพสด้วยมือ และทำงานด้วยตนเองทั้งสิ้น บางท่านตอนแรกๆ ก็บอกว่าขายอะไรไม่ได้เลยแต่พอทำนานๆ ไปสักระยะก็เริ่มมียอดขายเข้ามาและสามารถขายของได้เรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ส่วนบางท่านนั้นก็ทำเงินได้เดือนละหลายหมื่นบาทเลยทีเดียว
สิ่งที่ต้องปรับปรุงสำหรับคนกลุ่มนี้ก็คือ
ต้องทำการพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น และสร้างแบรนด์ของตนเองให้มากขึ้น โดยอาจปรับปรุงหน้าตาของบล็อก หรือเปลี่ยนธีมที่สามารถดูแล้วให้ความรู้สึกดี รวมไปถึงทำตรา โลโก้ของบล็อกให้คนจดจำก็ยิ่งดีเข้าไปอีก จากการสำรวจของผมพบว่าบล็อกที่สามารถทำอย่างนี้ได้ จะมีช่วงเวลาที่เรียกว่า ลูกค้าค้นหาสินค้าโดยอาศัยชื่อบล็อกของเราเป็นคีย์ และเข้ามาซื้อ จะมีการส่งต่อที่อยู่ของบล็อกเราโดยลูกค้าเอง และทำให้เกิดการซื้อสินค้าที่ราคาสูงขึ้นผ่านบล็อกของเราครับ เช่นจากเดิมอาจขายไ้ด้แต่สินค้าราคา $10-$100 ต่อชิ้นเท่านั้น ก็จะเริ่มขายสินค้าที่มีราคาตั้งแต่ $300-$10,000 ได้เพราะลูกค้าเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งกรณีนี้ผมเองก็ทำได้มาแล้วนะครับ
เอาละมาปิดท้ายรายการเกี่ยวกับลิงค์กันสักนิด
จากผลการวิจัยทางการตลาดของผมนะครับ พบว่าการที่เราโพสสินค้าเพื่อแนะนำผ่านบล็อกการตลาดของเรานั้น การสร้างลิงค์มีผลต่อการซื้อขายเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้เพราะนั่นคือทางออกของการซื้อขายที่เราได้วางเอาไว้ จากที่ผมได้สังเกตุยอดขายและได้ทดสอบในหลากหลายวิธีนั้นผลปรากฏว่า
การทำลิงค์แบบ Text Link
จะทำให้เกิดการซื้อขายอยู่ที่ 10% หรืออาจน้อยกว่านี้ เพราะลูกค้ามักจะไม่ค่อยคลิกที่ลิงค์ดังกล่าวมากนัก แต่ข้อดีของการทำลิงค์แบบนี้ก็คือ สามารถกระจายสู่ Social Bookmak Social bookmarking ได้ซึ่งบางแห่งอาจช่วยในการสร้างรายได้ให้กับเราได้เช่นกัน แต่ก็มีอัตราส่วนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงาน แต่ถ้าเรามองในแง่มุมของการตลาด นั่นก็เพิ่มยอดขายให้เราได้เช่นกันครับควรจะทำเอาไว้ในทุกๆ โพสอย่างเหมาะสม
การทำลิงค์แบบ Products Link
จากสถิติของผมนั้นสามารถช่วยขายสินค้าให้กับเราได้มากถึง 83.9% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ Text Link แล้วคนละเรื่องกันเลย แต่ก็มีความยุ่งยากในการสร้าง พอสมควรและทำให้เสียเวลามากขึ้นตอนเราสร้าง ถ้าถามผมแล้วละก็ผมแนะนำว่าต้องทำครับเพราะว่าแบบนี้สามารถทำเงินให้กับเราได้จริงๆ ส่วนข้อเสียนั้นก็มีอยู่ก็คือว่า ไม่สามารถส่งไปตามแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เป็นเน็ตเวิร์คในปัจจุบันได้ เพราะว่าโค๊ดจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ ซึ่งวิธีแก้ก็คือเราก็ทำทั้ง Text Link และ Product Link รวมกันในโพสเดียว
จากการวิเคราะห์ของผมเกี่ยวกับทั้งสองกรณีนี้นั้นพบว่า Text Link อาจทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกลังเลใจที่จะคลิกเข้าสู่หน้าขายสินค้าของเรา โดยกลัวปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในปลายทางเช่น อาจไปโผล่ที่หน้าเว็บที่มีไวรัส หรืออาจติดพวกสปายแวร์ต่างๆ ได้ ส่วนตัว Product Link นั้นที่ได้รับยอดขายมากกว่าน่าจะมาจากว่าผู้ซื้อ หรือลูกค้ารู้ว่าปลายทางนั้นคือเว็บอะไร และทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง จึงทำให้เราสามารถขายสินค้าได้มากกว่า และยังมีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าที่ราคาแพงขึ้นอีกด้วยครับ
และนี่ก็คือเรื่องเล่าที่ผมอยากให้หลายๆ ท่านลองนำไปปรับปรุงแก้ไข และลองนำไปใช้เพื่อเป็นการพัฒนาการทำงานของแต่ละท่าน ส่วนในเรื่องของการปรับปรุงเนื้อหานั้น ผมเองคงจะไม่สามารถไปบอกได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน หรือต้องทำแบบไหนอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของท่านละครับว่าอันไหนน่าจะเหมาะสมกว่ากัน โดยการทดสอบและศึกษาได้ด้วยตนเองครับ เพราะแต่ละคนที่ทำงานมานั้นไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้โดยทำเหมือนกันครับ แต่สามารถประสบความสำเร็จได้จากการอาศัยแนวทางเดียวกันเท่านั้น แล้วพบกันใหม่ในโพสหน้าครับ
หลังจากที่ได้ศึกษาการทำ Seo มาซักระยะ พบว่า “เนื้อหา” มีผลต่อการติด Search Engine เป็นอย่างมากในการทำ Seo มากกว่าการทำ Black link มาก ผลจากการทำ Seo โดยไม่ใช้ Black link เลยซักนิดเดียว ก็สามารถขึ้นไปยืนอยู่ที่ 1 ของผลการค้นหาได้แบบสบายๆ ซึ่งผมคิดว่าหลักสำคัญในการทำ Seo อยู่ที่ “เนื้อหา” แต่จะทำยังไงให้เนื้อหาติด Search engine ได้ละ? การเขียนเนื้อหาให้ติดอันดับนั้น ต้องใช้เวลาในการคิดเนื้อหาจาก Keyword พอสมควร ซึ่งผมก็มีเทคนิคดีๆ มาฝาก เกียวกับการสร้าง “เนื้อหา” ให้ถูกใจ Google มาฝากสำหรับเพื่อนๆ ที่มองข้ามจุดนี้ไปครับ
1. ใช้ Keyword ตามความนิยมของ Keyword คืออะไร?
ในการสร้างเนื้อหา ปัจจัยหนึ่งที่ google จับตามองมากๆ ก็คือ เนื้อหาใหม่ที่ไม่ใช่ไป copy เนื้อหาเก่าๆ
จำ้ไว้ว่า Google จะไม่เหลียวมองในข้อมูลที่ Google มีแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือ การสร้างเนื้อหาใหม่
2. การใช้ Keyword ใส่ลงในเนื้อหา ข้อนี้หลายๆ คนคงรู้แล้ว แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญของ Keyword ให้กระจาย
ในเนื้อหาพอสมควร ไม่มากเกินไป เพราะ Google คงไม่สนใจแต่ Keyword. เนื้อหาต่างๆมีผลต่อ Google มากไม่
น้อยไปกว่า Keyword เลย
3. การสร้างเนื้อหา ตามความนิยมของ Keyword เช่น Keyword นี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไรที่สำคัญอยู่บ้าง website
ที่ติดอันดับต่างๆ นั้น มีเนื้อหาอะไรติดตา Google ซึ่งก็คือการเขียนเรื่องราวที่กำลัง Hot อยู่นั้นเอง หรือคิดง่ายๆ ก็คือ
ถ้าเราเป็นคน Search Keyword คำนี้ เราต้องการจะรู้อะไรใหม่ๆ ในตอนนี้
4. ไม่เขียนเรื่องสเป็ะสปะ(เขียนผิดหรือปล่าวไม่แน่ใจ) ก็คือการเขียนเนื้อหาให้สัมพันธ์กันภายใน website โดยใช้
Keyword ทีมีผลการค้นหาสูงๆ หรือกำลัง Hit มาสร้างเนื้อหาใหม่นั้นเอง ซึ่งจะทำให้ Google คิดว่า website เรา
กำลังสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ตาม Trands ที่กำลังนิยมอยู่ แล้ว Google ก็จะตามง้อเรานั้นเอง ง่ายๆก็คือนำ Keyword
หลายๆตัวที่มีผลการค้นหาสูง มาแยกสร้างเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ใน website ของเรา ให้รู้ว่า web เราพูดถึงอะไร
5. การส่งบทความสู่ website อื่นๆ เช่น Zickr! DigZa หรือ website ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ Keyword เท่านั้น
ยกตัวอย่าง ถ้าเขียนบทความเกี่ยวกับ บ้านน่าอยู่ คุณไปโปรโมทบทความที่ website เกี่ยวกับ อาหาร ก็จะถูก
Google มองว่ามันเกี่ยวอะไรกัน ข้อมูลเกี่ยวกับบ้าน ไปอยู่ใน web อาหารทำไม อย่าคิดว่า Google ไม่รู้นะครับ
มันส่งผลเสียต่อเนื้อหาของคุณมาก อย่าหวัง Traffic จนลืม เนื้อหา
6. ข้อนี้อาจจะดูแปลกๆ แต่ยืนยันนอนยันว่า จริง! ก็คือการเขียนเนื้อหาในภาษาของ Google ครับ… งงไหม?
ภาษาของ Google คืออะไร ?… สังเกตุดูเวลาเข้าไปใน Google Help หรือปล่าวครับ ภาษาที่ Google สื่อถึงเรา
อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ ไหม นั้นแหละคือภาษาของ Google.. Google ใช้การตีความภาษาของ Google เองในการ
สร้างพี่ทึ่มขึ้นมาใช้ในการประมวลผล ว่าเนื้อหาเราเขียนยังไง Google เข้าใจว่าอะไร หลายๆคนก็คงมองข้ามจุดนี้ไป
แล้วจะเขียนยังไงละ ? สังเกตุดู Google จะใช้ภาษาฟังแล้วเป็นวิชาการ มาอธิบายให้เข้าใจ และตรงประเด็น
ไม่เขียนนอกเรื่อง เขียนอะไรจะสื่อความหมายออกมาโดยใช้ประโยคสุภาพ
เช่น “วันนี้ผมมีความคิดดีๆเกียวกับการหลักการทำอาหารมาฝากเพื่อนๆกันครับ”
ภาษา Google จะเขียนว่า “ความคิดเกี่ยวกับหลักการทำอาหาร”
เห็นไหมครับว่า Google จะใช้หลักภาษาที่ชัดเจนในการสื่อความหมาย โดยตัดคำที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาออก แล้วเรียบ
เรียงมาอธิบาย